โทรศัพท์ 1358
Advanced Search

Category
ซีบิท อาเซียน ไทยแลนด์ งานแสดงสินค้าและเจรจาธุรกิจด้านอุตสาหกรรมเทคโนโลยีสารสนเทศและดิจิทัล
ซีบิท อาเซียน ไทยแลนด์ งานแสดงสินค้าและเจรจาธุรกิจด้านอุตสาหกรรมเทคโนโลยีสารสนเทศและดิจิทัล
ซีบิท อาเซียน ไทยแลนด์ งานแสดงสินค้าและเจรจาธุรกิจด้านอุตสาหกรรมเทคโนโลยีสารสนเทศและดิจิทัลอันดับหนึ่งของโลก ครั้งแรกในประเทศไทย อาทิ เทคโนโลยีการสื่อสาร โครงสร้างเครือข่ายและความปลอดภัย ระบบจัดเก็บข้อมูล ระบบคลาวด์ โซลูชั่นธุรกิจ อุปกรณ์ต่อพวงและอุปกรณ์เสริม IoT และเทคโนโลยีอัจฉริยะ อุตสาหกรรมการผลิต รวมไปถึงนวัตกรรมใหม่ (AR/VR/ UAV/ วิทยาการหุ่นยนต์/ การพิมพ์ 3 มิติ) ด้วยความร่วมมือและการสนับสนุนจาก กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม หน่วยงานภาครัฐและเอกชน จึงมั่นใจได้ว่า CEBIT ASEAN Thailand เป็นเวทีกลางที่จะมอบโอกาสอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ให้แก่ธุรกิจที่ต้องการก้าวสู่ระดับแนวหน้าด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยี www.cebitasean.com
25 ก.ย. 2018
สัมมนาเชิงปฏิบัติการ เรื่อง "GO TO 2019 พุ่งทะยานสู่ความแปลกใหม่กับ ITC " ภายใต้โครงการ ยกระดับโครงสร้างพื้นฐานให้เอื้อต่อการปฏิรูปอุตสาหกรรมระดับภาค
สัมมนาเชิงปฏิบัติการ เรื่อง "GO TO 2019 พุ่งทะยานสู่ความแปลกใหม่กับ ITC " ภายใต้โครงการ ยกระดับโครงสร้างพื้นฐานให้เอื้อต่อการปฏิรูปอุตสาหกรรมระดับภาค
วันที่ 24 - 25 กันยายน 2561 นางสาวพรทิพย์ คำฝอย นางสาวสรญา บุญนำมา และ นายเอกนัย ตุ้มแก้ว เจ้าหน้าที่ศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมภาคที่ 3 จัดโครงการสัมมนาเชิงปฏิบัติการ เรื่อง "GO TO 2019 พุ่งทะยานสู่ความแปลกใหม่กับ ITC " ภายใต้โครงการ ยกระดับโครงสร้างพื้นฐานให้เอื้อต่อการปฏิรูปอุตสาหกรรมระดับภาค โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้เข้าอบรมมีความรู้ความเข้าใจถึงแนวโน้มการตลาด และเตรียมความพร้อมการทำการตลาดในปี 2019 โดยมีกิจกรรมเสวนา บรรยายให้ความรู้ และworkshop โดยวิทยากร- นาย อิศรา อัคคะประชา กรรมการผู้จัดการ บริษัท ห้างขายยาตราใบห่อ จำกัด- นาย ประสาน เจียมบุตร กรรมการผู้จัดการ Maron Jewelry- นาง สิวินีย์ อัฑฒพงศ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท กูเตนเบิร์กส์ ซัน พริ้นท์ติ้ง จำกัด- นาย ภูวเรศน์ ทรายสมุทร ผู้เชี่ยวชาญกลยุทธ์ตลาดออนไลน์และช่องทางการตลาด ณ โรงแรมแกรนด์ฮิลล์ รีสอร์ท แอนด์ สปา จังหวัดนครสวรรค์#ศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมภาคที่3
24 ก.ย. 2018
กิจกรรมจิตอาสา 5ส. ภายในอาคารอำนวยการและบริเวณบ่อน้ำภายในหน่วยงาน
กิจกรรมจิตอาสา 5ส. ภายในอาคารอำนวยการและบริเวณบ่อน้ำภายในหน่วยงาน
วันที่ 24-25 กันยายน 2561 นางเฉลา ศรีเพชร์ ผู้อำนวยการศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมภาคที่ 3 เป็นประธานในพิธีเปิดกิจกรรมจิตอาสา 5ส. ภายในอาคารอำนวยการและบริเวณบ่อน้ำภายในหน่วยงาน ณ ศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมภาคที่ 3 อ.เมือง จ.พิจิตร
24 ก.ย. 2018
ประชุมคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อพัฒนาและแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจจังหวัดพิจิตร (กรอ.จ.พิจิตร)
ประชุมคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อพัฒนาและแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจจังหวัดพิจิตร (กรอ.จ.พิจิตร)
วันจันทร์ที่ 24 กันยายน 2561 นางเฉลา ศรีเพชร์ ผู้อำนวยการศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมภาคที่ 3 และเจ้าหน้าที่ เข้าร่วมประชุมคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อพัฒนาและแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจจังหวัดพิจิตร (กรอ.จ.พิจิตร) โดย นายวีระศักดิ์ วิจิตร์แสงศรี ผู้ว่าราชการจังหวัดพิจิตร เป็นประธานการประชุม ณ ศาลากลางจังหวัดพิจิตร อ.เมือง จ.พิจิตร
24 ก.ย. 2018
Engineering Expo 2018
Engineering Expo 2018
21 ก.ย. 2018
เพราะสงครามการค้า “กัมพูชา” คือฐานการผลิตเสื้อผ้าแห่งใหม่แทนจีน
เพราะสงครามการค้า “กัมพูชา” คือฐานการผลิตเสื้อผ้าแห่งใหม่แทนจีน
เพราะสงครามการค้า “กัมพูชา” คือฐานการผลิตเสื้อผ้าแห่งใหม่แทนจีน เมื่อบริษัทเสื้อผ้าและเครื่องประดับแฟชั่นชื่อดังเตรียมย้ายฐานการผลิตจากประเทศจีนมายังประเทศกัมพูชา เนื่องจากปัญหาของสงครามการค้า แต่อย่างไรก็ดีการย้ายฐานการผลิตมากัมพูชาอาจต้องแลกกับอะไรบางอย่าง ไม่ว่าจะเป็นแรงงานที่คุณภาพยังไม่ได้คุณภาพ ถึงแม้ว่าจะมีข้อดีอยู่มากเช่น แรงงานมีราคาถูก และสิทธิทางภาษีก็ตาม หลังจากการประกาศขึ้นภาษีสินค้านำเข้าของสหรัฐ ทำให้สินค้าที่ผลิตจากประเทศจีนไม่ว่าจะเป็น กระเป๋า เสื้อผ้า หรือแม้แต่รองเท้า จากยี่ห้อดังๆ ได้รับผลกระทบจากภาษีนำเข้าที่เพิ่มขึ้น ซึ่งทำให้อาจต้องย้ายฐานการผลิตจากจีนไปยังประเทศในอาเซียน โดยเฉพาะประเทศกัมพูชา ในช่วงที่ผ่านมาอาเซียนเป็นเป้าหมายหนึ่งของบริษัทต่างชาติที่ได้รับผลกระทบจากสงครามการค้า ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ หรือแม้แต่บริษัทผลิตของเล่น Steve Lamar ประธานบริหารของ American Apparel & Footwear Association กล่าวถึงการย้ายฐานการผลิตกำลังเกิดขึ้นในอุตสาหกรรมนี้ เนื่องจากปัญหาของสงครามการค้า ซึ่งสร้างผลกระทบให้กับอุตสาหกรรมนี้เป็นอย่างมาก ขณะที่ผลการสำรวจของ U.S. Fashion Industry Association ได้แสดงว่าบริษัทต่างๆ ในอุตสาหกรรมนี้มากถึง 2 ใน 3 กำลังทยอยลดกำลังการผลิตในประเทศจีนลงภายใน 2 ปีนี้ ซึ่งเป็นความท้าทายใหม่ๆ ของบริษัทเหล่านี้ กัมพูชาคือฐานการผลิตใหม่ Edward Rosenfeld ซึ่งเป็น CEO ของแบรนด์รองเท้าชื่อดังอย่าง Steven Madden กล่าวว่าบริษัทกำลังย้ายฐานการผลิตมาที่ประเทศกัมพูชา โดยยอดการผลิต 15% จะอยู่ที่กัมพูชาภายในปีนี้ และจะเพิ่มขึ้นเป็นอีกเท่าตัวภายในปีหน้า ส่วนทางด้าน Tapestry ซึ่งเป็นเจ้าของแบรนด์ดังอย่าง Coach และ Kate Spade ก็เตรียมย้ายฐานการผลิตจากจีนมาประเทศกัมพูชา หรือไม่ก็เวียดนาม โดยจะเหลือกำลังการผลิตในประเทศจีนไม่เกิน 5% ประเทศกัมพูชานั้นได้ให้สิทธิประโยชน์แก่โรงงานที่มาตั้งฐานการผลิตที่นี่ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของสิทธิทางด้านภาษี นอกจากนั้นยังมีเรื่องของค่าแรงที่ถูกกว่าในจีนด้วย ในปีที่ผ่านมากัมพูชานั้นมียอดส่งออกรองเท้าเติบโตมากถึง 25% แต่ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับการย้ายฐานการผลิต อย่างไรก็ดีผลการสำรวจจาก Hong Kong Development Council พบว่า การย้ายฐานการผลิตออกมาจากจีนอาจเป็นความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้น เนื่องจากแรงงานกัมพูชาที่มีราคาถูกกว่าจีนนั้นในแง่ประสิทธิภาพการทำงานของแรงงานกัมพูชา 1 คนอาจได้เพียงแค่ 50-60% เมื่อเทียบกับแรงงานจีน 1 คนด้วยซ้ำ นอกจากนี้ยังมีปัญหาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศกัมพูชาที่ไม่ค่อยถือว่าดีเท่าไหร่นัก ซึ่งอาจเป็นอุปสรรคในการย้ายฐานการผลิตมาที่นี่ ที่มา : brandinside.asia
21 ก.ย. 2018
การกำกับติดตามการดำเนินงานของที่ปรึกษาโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและการบริหารธุรกิจอุตสาหกรรมเกษตรแปรรูป
การกำกับติดตามการดำเนินงานของที่ปรึกษาโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและการบริหารธุรกิจอุตสาหกรรมเกษตรแปรรูป
วันพฤหัสบดีที่ 20 กันยายน 2561 นายกนก หมอกมืด นักวิชาการอุตสาหกรรมชำนาญการ และ น.ส.จันทร์แรม แดงโสภาพ นักวิชาการอุตสาหกรรมปฏิบัติการ กำกับติดตามการดำเนินงานของที่ปรึกษาโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและการบริหารธุรกิจอุตสาหกรรมเกษตรแปรรูป (ที่ปรึกษามหาวิทยาลัยนเรศวร : พื้นที่ จ.พิจิตร และ จ.กำแพงเพชร) โดยได้ติดตามสถานประกอบการ 4 แห่งในจังหวัดพิจิตร พบว่า ที่ปรึกษาได้ดำเนินงานเป็นไปตามกำหนดด้วยการ ปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิต การพัฒนาด้านการตลาดเพื่อเพิ่มยอดขาย การจัดทำข้อมูลโภชนาการของผลิตภัณฑ์เพื่อการตลาด การออกแบบโรงงานเพื่อเข้าสู่มาตรฐาน อ.ย. โดยภาพรวมได้มีการติดตามสถานประกอบการแล้ว 27 กิจการ จาก 45 กิจการ คิดเป็น 60%#ศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมภาคที่3
20 ก.ย. 2018
ทำความรู้จัก Silver Age ‘วัยแซ่บในกลุ่มสูงวัย’ พร้อมวิธีสื่อสารให้โดนใจ และการทำคอนเทนต์เพื่อให้คนกลุ่มนี้แชร์
ทำความรู้จัก Silver Age ‘วัยแซ่บในกลุ่มสูงวัย’ พร้อมวิธีสื่อสารให้โดนใจ และการทำคอนเทนต์เพื่อให้คนกลุ่มนี้แชร์
ทำความรู้จัก Silver Age ‘วัยแซ่บในกลุ่มสูงวัย’ พร้อมวิธีสื่อสารให้โดนใจ และการทำคอนเทนต์เพื่อให้คนกลุ่มนี้แชร์ การก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัย หรือการมีประชากรที่อายุมากกว่า 60 ปี ขึ้นไป ไม่ต่ำกว่า 1 ใน 5 ของจำนวนประชากรทั้งหมด เป็นสิ่งที่หลายๆ ประเทศทั่วโลกกำลังเผชิญ โดยเฉพาะประเทศไทยเองก็กำลังก้าวเข้าสู่ภาวะ Aging Society ใน State ของการเป็นสังคมสูงวัยโดยสมบูรณ์ หรือ Aged Society เมื่อเทียบอัตราการเพิ่มขึ้นของประชากรสูงวัยที่ปีละประมาณ 5 แสนคน กับจำนวนผู้สูงวัยที่มีสัดส่วน 14.5% ในขณะนี้ หรือเกือบ 10 ล้านคน จากจำนวนประชากร 64.5 ล้านคน ทำให้ภายในปี 2568 ประเทศไทยจะมีผู้สูงอายุเกือบ 15 ล้านคน หรือมากกว่า 20% เมื่อเทียบกับจำนวนคนทั้งประเทศ โดยที่แนวโน้มในอนาคตข้างหน้า การขยายจำนวนของประชากรสูงวัยก็ยิ่งจะเพิ่มมากขึ้น จนทำให้คนกลุ่มนี้กลายเป็นประชากรส่วนใหญ่ของประเทศไปในที่สุด สิ่งที่เกิดขึ้นทำให้เรามักจะได้เห็นการตื่นตัวในเชิง Marketing เมื่อนักการตลาดต่างพยายามทำความเข้าใจความต้องการ พฤติกรรม ความรู้สึกนึกคิด มุมมองต่างๆ และการใช้ชีวิตของคนกลุ่มนี้เพิ่มมากขึ้น เพื่อให้สามารถนำเสนอผลิตภัณฑ์และบริการต่างๆ ที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตของคนกลุ่มนี้ให้ได้มากที่สุด โดยเฉพาะในช่วงอายุตั้งแต่ 55 -70 ปี ที่เป็นช่วงเริ่มเข้าสู่วัยเกษียณไปจนถึงผู้สูงอายุในช่วงเริ่มต้น ที่ร่างกายยังมีความแข็งแรง ยังมีความสามารถและชื่นชอบที่จะทำกิจกรรมต่างๆ อยู่ ไม่ว่าจะเป็นการท่องเที่ยวหรือเข้าสังคม พบปะเพื่อนฝูง และเริ่มมีลักษณะทางกายภาพเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะสีผมที่เปลี่ยนเป็นสีขาวหรือสีเงิน ทำให้มีผู้ให้นิยมเรียกกลุ่มเป้าหมายกลุ่มนี้ว่า Silver Age นั่นเอง Silver Age วัยแซ่บในกลุ่มสูงวัย กลุ่ม Silver Age นับเป็นกลุ่มสูงวัยที่มีศักยภาพมากที่สุดในบรรดากลุ่มเป้าหมายที่เป็น Aging ในทุกเซ็กเม้นต์ เพราะเป็นกลุ่มที่มีครบทั้งเวลา กำลังซื้อ และร่างกายที่ยังแข็งแรงอยู่ หรือจะเรียกว่าเป็น “วัยแซ่บ” ของกลุ่มสูงวัยก็ว่าได้ (Silver-Age-People) ทำให้เป็นที่หมายปองของบรรดาแบรนด์และนักการตลาดในการทำความรู้จักเพื่อนำเสนอผลิตภัณฑ์และบริการต่างๆ ให้แก่วัยแซ่บเหล่านี้ แต่ในอีกมิติหนึ่งที่สำคัญที่จะทำให้สินค้าหรือบริการต่างๆ สามารถเข้าถึงคนกลุ่มนี้ได้ ก็คือต้องมีวิธีในการสื่อสารที่เหมาะสม ทั้งการเลือกช่องทาง รูปแบบ และแนวทางในการสื่อสาร จะสามารถใช้ Mass Media หรือใช้หลักการเดียวกับกลุ่มเป้าหมายอื่นๆ ได้หรือไม่ หรือต้องทำอย่างไรเพื่อให้สามารถเข้าถึงคนกลุ่ม Silver Age ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะในยุคที่มีสื่อหลากหลายแพลตฟอร์มเช่นนี้ แบรนด์หรือนักการตลาดจะหาคนกลุ่มนี้พบได้จากที่ไหน จะมีวิธีพูดอย่างไรเพื่อให้คนกลุ่มนี้ได้ยิน จึงเป็นที่มาของ CMMU Insight ในหัวข้อ “Silver Age Content Marketing…สื่อสารโดนใจ รุ่นใหญ่วัยสีเงิน” โดยวิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล (CMMU) เพื่อให้สามารถเข้าใจวิธีในการสื่อสารการตลาดกับคนกลุ่มนี้ ทั้งการเลือกแพลตฟอร์ม การเลือกคอนเทนต์ที่เหมาะสม ไม่ว่าจะเป็นลักษณะเนื้อหาหรือความยาว รวมทั้งจะทำอย่างไรให้สามารถสร้าง Social Engagement กับคนกลุ่มนี้ได้เพิ่มมากขึ้น ในยุคที่การทำ Content Marketing เป็นหนึ่งเครื่องมือจำเป็นที่นักการตลาดและแบรนด์ต่างๆ นิยมใช้ จะทำอย่างไรให้วัยแซ่บสีเงินกลุ่มนี้ทำการแชร์คอนเทนต์จากฝั่งของแบรนด์เพิ่มมากขึ้นได้ ไม่พลิกโผ Line แพลตฟอร์มยอดนิยมกลุ่มสูงวัย เริ่มกันที่แพลตฟอร์มยอดนิยมที่กลุ่ม Silver Age นิยมใช้ ซึ่งทำการสำรวจรวมกันทั้งสื่อดั้งเดิมและสื่อดิจิทัล โดย 3 อันดับแรก ที่ครองใจกลุ่มสูงวัย คือ Line 52% สื่อโทรทัศน์ 24% และ Facebook 16% ตามลำดับ โดยเหตุผลที่แพลตฟอร์มไลน์เป็นที่ชื่นชอบ มาจากการใช้งานได้ง่ายโดยเฉพาะสามารถส่งสติ๊กเกอร์แทนความรู้สึกได้ เพราะผู้สูงวัยไม่ถนัดในการพิมพ์มากนัก รวมทั้งการแชร์ข้อมูลต่างๆ ให้กับคนอื่นๆ ก็ทำได้ง่ายกว่าแพลตฟอร์มอื่นๆ โดยเฉพาะในช่วงเช้าที่จะมีปริมาณการใช้งานสูง เพราะนิยมเช็คข้อมูลข่าวสาร และจะดูว่ามีใครติดต่อมาบ้าง ส่วนอันดับ 2 เป็นสื่อดั้งเดิมอย่างโทรทัศน์ ที่ในกลุ่มคนวัยอื่นๆ อาจจะลดเวลาในการรับชมคอนเทนต์ต่างๆ ผ่านสื่อประเภทนี้ลง แต่ยังถือว่าเป็นสื่อที่ค่อนข้างมีอิทธิพลสูงในกลุ่มผู้สูงอายุ โดยมากกว่า 61% ของผู้สูงอายุจะนิยมเปิดโทรทัศน์ทิ้งไว้โดยไม่เปลี่ยนช่อง เพื่อใช้เป็นเพื่อคลายเหงา โดยเฉพาะในช่วงเวลาเช้ากับเย็น ที่จะมีทั้งรายการข่าว ละคร และวาไรตี้ต่างๆ จำนวนมาก สำหรับเฟสบุ๊ก แม้จะติด Top 3 แต่ผู้สูงอายุส่วนใหญ่มองว่าเฟสบุ๊กเป็นแพลตฟอร์มที่ใช้งานได้ค่อนข้างยาก ทั้งการโพสต์หรือแชร์ที่จะมีหลายขั้นตอน มีปุ่มต่างๆ ค่อนข้างมาก ทำให้งง ต้องพึ่งพาลูกหลานให้ช่วยสอนหลายครั้ง ส่งผลให้ผู้สูงอายุบางส่วนไม่อยากใช้เฟสบุ๊กมากนัก เพราะไม่อยากเป็นภาระให้คนอื่นต้องมาสอนบ่อยๆ ที่สำคัญผู้สูงอายุหลายคนยังไม่เข้าใจว่าเฟสบุ๊กเป็นแพลตฟอร์มสาธารณะ ไม่ใช่การพูดคุยแบบส่วนตัว ส่วนปริมาณการใช้งานจะสูงในช่วงเวลากลางวัน เพื่อเช็คข้อมูลข่าวสาร หรือติดต่อสื่อสารต่างๆ ส่วนประเภทสื่อที่ผู้สูงอายุไม่นิยมใช้มากนัก อันดับ 1 คือ หนังสือพิมพ์ โดยมีปริมาณการเสพสื่อเหลืออยู่เพียง 2% เนื่องจาก ผู้สูงอายุส่วนใหญ่เริ่มเรียนรู้การใช้เทคโนโลยีทำให้เริ่มหันมาอ่านข้อมูล ข่าวสารต่างๆ ผ่านสื่อดิจิทัลมากขึ้น รวมทั้งมีบางคนที่ไม่ชอบที่หนังสือพิมพ์มีการใช้หมึกที่มีทั้งกลิ่นหรือบางครั้งทำให้เลอะเทอะมือด้วย ตามมาด้วยวิทยุ ที่มีการใช้งาน 1% เพราะปัจจุบันฟังเพลงผ่านดิจิทัล จะยังใช้วิทยุเฉพาะเมื่ออยู่บนรถเท่านั้น รวมทั้งสื่อในกลุ่มบิลบอร์ด ที่มีปริมาณการบริโภคสื่อ 1% เท่ากับวิทยุ เนื่องจากที่ไม่ค่อยได้ออกไปไหนมากนัก หรือถ้าออกไปก็จะเห็นได้เพียงแค่ลักษณะของการผ่านๆ ตาเท่านั้น ถ้าจะทำโฆษณาให้สูงวัยดู ทีวียังทรงพลังที่สุด ในส่วนของการรับคอนเทนต์ทางการตลาดต่างๆ แม้จะยังอยู่ในแพลตฟอร์มกลุ่มเดียวกับแพลตฟอร์มที่มีการใช้งานในระดับสูง แต่มีความแตกต่างกันที่เห็นได้อย่างชัด โดยเฉพาะสื่อโฆษณาที่เข้าถึงคนกลุ่มนี้ได้ดีที่สุดคือ สื่อโทรทัศน์ ด้วยสัดส่วนสูงถึง 52% เนื่องจากเข้าใจง่ายและได้อรรถรสจากการมองเห็นทั้งภาพและเสียง รวมทั้งพฤติกรรมที่ชอบเปิดทีวีทิ้งไว้เป็นเพื่อน ทำให้มีโอกาสที่จะเห็นโฆษณาต่างๆ ได้มากกว่า ตามมาด้วย Line และ Facebook ในปริมาณที่ใกล้เคียงกัน คือ 19% และ 18% ตามลำดับ ซึ่งกลุ่มผู้สูงอายุมักจะเข้าไปอ่านคอนเทนต์ต่างๆ ที่คิดว่ามีความเกี่ยวข้องกับตัวเอง โดยที่ส่วนใหญ่ไม่รู้ว่าเป็นบทความโฆษณา รวมทั้งการเข้าไปโหลดรับสติ๊เกอร์ไลน์ และบล็อกไม่เป็น ทำให้มักจะได้รับข้อความโฆษณาที่ทาง Brand ต่างๆ ส่งมา ขณะที่ 3 แพลตฟอร์มโฆษณาที่มีโอกาสเข้าถึงกลุ่มผู้สูงวัยได้น้อย ได้แก่ หนังสือพิมพ์ เพราะขนาดตัวหนังสือที่ค่อนข้างเล็ก ทำให้อ่านไม่สะดวกและเลือกที่จะไม่อ่าน ตามมาด้วยยูทูป ที่มักมีโฆษณาขั้นในระหว่างคลิปทำให้ผู้สูงอายุเลิกดู แต่ส่วนใหญ่เลือกที่จะดูในช่วงต้นคลิปก่อนที่คอนเทนต์ที่ต้องการจะมา เพราะกด Skip ไม่ได้ ดังนั้น หากจะแทรกโฆษณาที่เกี่ยวกับผู้สูงอายุในแพลตฟอร์มยูทูปควรวางไว้ในช่วงเริ่มต้น ส่วนแพลตฟอร์มโฆษณาที่อยู่บนหน้าเว็บไซต์ เป็นอีกหนึ่งรูปแบบที่เข้าถึงผู้สูงวัยได้ยาก เพราะความเข้าใจผิดและกลัวว่าการคลิกดูโฆษณาเสี่ยงต่อการติดไวรัส 9 ข้อคิด เมื่ออยากให้ผู้สูงวัยช่วยแชร์คอนเทนต์ สำหรับนักคอนเทนต์มารเก็ตติ้งที่ต้องการเจาะกลุ่มเป้าหมาย Silver Age ต้องพยายามทำความเข้าใจว่าคนกลุ่มนี้ชื่นชอบคอนเทนต์ประเภทใด เนื้อหาเป็นแบบไหน รวมทั้งพฤติกรรมเกี่ยวกับการใช้งานโซเชียลมีเดีย เพื่อให้คอนเทนต์ต่างๆ ที่ครีเอทขึ้นสามารถสร้าง Engagement กับกลุ่มเป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด โดยเฉพาะการช่วยแชร์คอนเทนต์ไปสู่กลุ่มเพื่อนและคนรู้จักได้ โดยมี Insight ต่างๆ ที่น่าสนใจ ดังต่อไปนี้คือ 1. การเลือกรูปแบบโฆษณาที่ตรงกับความชื่นชอบของคนวัยสีเงินมากที่สุด โดย Top 5 เรียงตามลำดับ เริ่มจากโฆษณาทีวี (TVC) ซึ่งสอดคล้องกับสื่อโฆษณาที่สามารถเข้าถึงคนกลุ่มนี้ได้มากที่สุด ตามมาด้วยวิดีโอคลิป รูปภาพ บทความ และ Infographic 2. เนื้อหาที่โดนใจกลุ่ม Silver Age จะอยู่ใน 4 กลุ่มหลัก ได้แก่ 61% ชื่นชอบเนื้อหาที่มีประโยชน์ (Useful) ทั้งเรื่องเกี่ยวกับสุขภาพ หรือข้อมูลที่สามารถทำให้คุณภาพชีวิตทั้งของตัวเองและคนที่เกี่ยวข้องดีขึ้น, 22% ชื่นชอบเนื้อหาในกลุ่มที่ให้ความบันเทิง (Entertain), 9% ชื่นชอบเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับการเตือนให้ระวังความปลอดภัยต่างๆ (Careful) และ 8% ชอบเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับการสร้างแรงบันดาลใจ (Inspiring) 3. วัยสีเงินที่นิยมแชร์คอนเทนต์ต่างๆ ในโซเชียลมีเดีย มีสัดส่วนประมาณ 65% โดยเหตุผลในการเลือกที่จะแชร์คอนเทนต์แต่ละชิ้นมาจากการมองเห็นว่าเป็นคอนเทนต์ที่มีประโยชน์เป็นสำคัญ รวมทั้งอยากจะสานความสัมพันธ์กับคนรอบข้าง และต้องการที่จะแสดงความเห็นต่อเรื่องราวในคอนเทนต์นั้นๆ 4. ส่วนสาเหตุสำคัญที่ทำให้อีก 35% เลือกที่จะไม่แชร์คอนเทนต์ ส่วนใหญ่ยังต้องการความเป็นส่วนตัว ไม่อยากให้ใครรู้ว่ารู้สึกหรือชื่นชอบอะไร ตามมาด้วยไม่มีความสนใจคอนเทนต์นั้นๆ และกังวลว่าจะสร้างความรบกวนให้กับผู้อื่น 5. กลุ่มผู้สูงอายุถึงครึ่งหนึ่งที่เปิดกว้างและยอมรับที่จะมีปฎิสัมพันธ์กับแบรนด์ในระหว่างการชมคอนเทนต์ต่างๆ โดยมองว่าเป็นการรับข้อมูลใหม่ๆ ทำให้ดูได้เพลินๆ และอยากดูวิธีการเล่าเรื่องและการนำเสนอเพื่อให้เข้าใจว่าสินค้าคืออะไร ส่วนคนที่ไม่ชอบโฆษณาที่มากับคอนเทนต์เพราะมองว่าไม่มีความเกี่ยวข้องกับตัวเอง ทำให้รู้สึกรำคาญ 6.ข่าวดีสำหรับแบรนด์คือกลุ่มผู้สูงอายุถึง 66% ที่สามารถจดจำแบรนด์ได้เมื่อดูโฆษณาสินค้าต่างๆ โดยองค์ประกอบสำคัญที่ทำให้สามารถจดจำแบรนด์ได้มาจากเรื่องราวหรือคอนเทนต์ที่ดึงดูดใจ ด้วยสัดส่วนถึง 64% ขณะที่ความน่าเชื่อถือและมีชื่อเสียงของแบรนด์เป็นองค์ประกอบ 21% ตามมาด้วยการใช้พรีเซ็นเตอร์มาเป็นผู้ช่วยในการสื่อสาร 15% 7. เมื่อพรีเซ็นเตอร์มีผลต่อการทำให้กลุ่มผู้สูงอายุจดจำแบรนด์ได้ การสื่อสารตลาดกับกลุ่มนี้จำเป็นต้องเลือกพรีเซ็นเตอร์ที่มีองค์ประกอบต่างๆ ตามที่คนในกลุ่มนี้ชื่นชอบ คือ เป็นผู้ที่มีความเกี่ยวข้องกับสินค้าหรือบริการนั้น 52.32% เป็นผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง 27.81% และมีอายุน้อยกว่า 15.56% 8. ประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจคือ ผู้สูงอายุถึง 93% รู้จักว่า Search Engine คืออะไรและใช้งานอย่างไร โดย Google เป็นเครื่องมือสำหรับการสืบค้นข้อมูลที่ผู้สูงอายุรู้จัก และจะใช้เมื่อต้องการค้นหามากที่สุด ดังนั้น แบรนด์ต้องให้ความสำคัญกับการทำให้ผู้สูงอายุสามารถพบเจอได้จากการทำ SEO ต่างๆ ด้วยเช่นกัน 9. เลือกใช้กลยุทธ์เพื่อให้คอนเทนต์สามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่แท้จริงได้ ซึ่งต้องมีความสอดคล้องกับพฤติกรรมรวมทั้งไลฟ์สไตล์ของคนกลุ่มนี้ พร้อมเสนอแนะกลยุทธ์ในชื่อเดียวกับกลุ่มเป้าหมาย คือ Silver Strategy ซึ่งประกอบไปด้วย S = Social เนื่องจากเป็นกลุ่มที่ชื่นชอบการใช้สื่อโซเชียลมีเดีย เพื่อใช้ในการติดต่อกับกลุ่มเพื่อนฝูง และสังคม เพื่อนำมาสู่การแลกเปลี่ยนและการแชร์สิ่งดีๆ ต่างๆ ให้แก่กัน ไม่ว่าจะเป็นการบอกต่อแบบ Face to Face หรือแบบ Screen to Screen I = Interest ต้องพยายามเข้าใจความชื่นชอบ และความสนใจของคนกลุ่มนี้อย่างลึกซึ้ง เพราะแม้ว่าจะเป็นกลุ่มคนวัยเดียวกัน แต่มีความแตกต่างกันในเรื่องของความชอบ ไลฟสไตล์ และวิถีชีวิต มุมมองแนวคิดต่างๆ ก็ไม่เหมือนกัน โดยเฉพาะคนทำคอนเทนต์ เพื่อให้คนกลุ่มนี้สนใจ ควรจะหลีกเลี่ยงคอนเทนต์ที่เป็นการเข้ามาตอกย้ำให้คนกลุ่มนี้รู้สึกว่าตัวเองเป็นคนมีอายุ หรือเป็นคนแก่นั่นเอง L = Less & More การพยายามลดคอนเทนต์ต่างๆ ให้น้อยลงและมีความกระชับ ไม่เน้นคอนเทนต์ที่ยาวหรือยืดเยื้อเกินไป เพื่อให้กลุ่มคนวัยสีเงินนี้สามารถดูโฆษณาได้จนจบคลิป โดยไม่กด Skip ส่วนคำว่า More คือ การเพิ่มขนาดของตัวอักษรให้มีขนาดใหญ่มากขึ้น เพื่อให้ง่ายต่อการอ่านและการใช้งาน V = Value ควรทำคอนเทนต์ที่สร้างคุณค่าหรือความรู้สึกเชิงบวกให้คนอ่าน ทำให้อ่านแล้วรู้สึกดี ให้ความรู้ที่เป็นประโยชน์จากข้อมูลนั้นๆ เพื่อป้องกันไม่ให้คนที่รู้สึกไม่ดีจนกลายมาเป็นภาพลบต่อแบรนด์ และทำลาย Loyalty ที่คนกลุ่มนี้มีต่อแบรนด์มาอย่างยาวนานได้ E = Easy การทำเนื้อหาให้เรียบง่าย ง่ายต่อการอ่าน และการทำความเข้าใจ ไม่ใช้ศัพท์แสลง หรือศัพท์ที่วัยรุ่นจนเกินไป เพื่อให้กลุ่มผู้สูงวัยสามารถเข้าใจเนื้อหาต่างๆ ที่ต้องการสื่อสารได้อย่างถูกต้อง R = Relavant การหาจุดที่เชื่อมกันระหว่างสิ่งที่กลุ่มวัยสีเงินต้องการ กับสิ่งที่แบรนด์ต้องการ โดยเฉพาะการทบทวนในสิ่งที่แบรนด์ได้ทำการสื่อสารออกไปนั้น ว่าตรงกับสิ่งที่ลูกค้ากำลังมองหาอยู่หรือไม่ ที่มา : brandbuffet
19 ก.ย. 2018
เทรนด์ Micro Influencer ในไทยยังแรง เมื่อยุคนี้สินค้าทุกอย่างต้องหันมาพึ่งรีวิว ไม่เว้นแม้แต่กางเกงใน
เทรนด์ Micro Influencer ในไทยยังแรง เมื่อยุคนี้สินค้าทุกอย่างต้องหันมาพึ่งรีวิว ไม่เว้นแม้แต่กางเกงใน
เทรนด์ Micro Influencer ในไทยยังแรง เมื่อยุคนี้สินค้าทุกอย่างต้องหันมาพึ่งรีวิว ไม่เว้นแม้แต่กางเกงใน ยังคงเป็นกลยุทธ์ที่มาแรงที่สุดของปีนี้ที่บรรดานักการตลาดและแบรนด์ต่างๆ นิยมใช้ สำหรับ Micro Influencer เพื่อเสริมความแข็งแรงและครบถ้วนให้กับภาพใหญ่ของการทำ Content Marketing และสอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป รวมทั้งยังมีความรู้เท่าทันในกลยุทธ์และการทำตลาดจากฝั่งแบรนด์และนักการตลาด ดังนั้น เมื่อผู้บริโภคในปัจจุบันฉลาดมากขึ้น การทำตลาดเพื่อที่จะให้ผู้บริโภคในยุคนี้เชื่อถือได้ จึงต้องอยู่บนพื้นฐานของข้อมูลจริงและความจริงใจในการทำตลาดจากฟากฝั่งของแบรนด์และนักการตลาดมากขึ้นด้วย เมื่อผู้บริโภคฉลาดมากขึ้น ต้องพูดกันด้วยความจริงเท่านั้น กลยุทธ์ Content Marketing ยังคงเป็นแกนหลักที่สำคัญในการทำตลาดยุคปัจจุบัน เพราะผู้บริโภคส่วนใหญ่ใช้เวลาอยู่บนโลกออนไลน์ โดยเฉพาะพฤติกรรม Mobile First ที่ทุกคนมีมีอถืออยู่ในมือ และจะใช้เป็นช่องทางแรกในการเลือกเสิร์ชหาข้อมูลต่างๆ ที่สนใจ เมื่อแบรนด์ต้องการให้ผู้บริโภคมองเห็นหรือสามารถเข้าถึงผู้บริโภคได้โดยตรง จึงต้องพยายามสร้างคอนเทนต์ที่เชื่อมโยงกับแบรนด์ให้กระจายอยู่บนโลกออนไลน์ให้มากที่สุดนั่นเอง ขณะที่พัฒนาการของการทำ Content Marketing ได้เปลี่ยนรูปแบบในการสร้าง Engagement โดยเฉพาะการทำให้คอนเทนต์ได้รับความสนใจ จนเกิดเป็นกระแสพร้อมทั้งมี Like & Share จากช่วงเริ่มต้นที่เน้นสร้าง Viral Clip ซึ่งยังเป็นเรื่องแปลกใหม่ในสังคมไทย ทำให้คนสนใจและพูดถึงในวงกว้าง ต่อมาก็จะพยายามให้คนที่มีชื่อเสียงหรือมีฐานแฟนคลับมากมาพูดถึงแบรนด์หรือเป็นผู้นำเสนอสินค้าต่างๆ ซึ่งก็ต้องยอมรับว่าสามารถส่งผลต่อคนกลุ่มหนึ่งที่ชื่นชอบและติดตาม จนทำให้โน้มน้าวมาสู่การซื้อได้ในระดับหนึ่ง แต่ในยุคปัจจุบันเมื่อคนเข้าใจเรื่องของการตลาดมากขึ้น ข้อมูลจากฟากฝั่งของแบรนด์หรือการใช้ Power Influencer ทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นเหล่าเซเลบริตี้ กูรูหรือบล็อกเกอร์ต่างๆ อาจจะมีอิทธิพลแค่ในมิติของการสร้างรับรู้ แต่ไม่สามารถสร้างความเชื่อมั่นหรือยอมรับจากผู้บริโภคได้เหมือนเดิมอีกต่อไปแล้ว ปัจจุบันการใช้ Influencer ในเมืองไทย แบ่งออกเป็น 4 กลุ่ม คือ Celebrity, Power Influencer, Peer Influencer และ Micro Influencer หรือกลุ่มผู้ใช้งานจริง ซึ่งทั้ง 4 กลุ่มนี้จะทำหน้าที่แตกต่างกันไป หากนักการตลาดที่ต้องการสร้างการรับรู้แบรนด์ควรเลือกใช้ Celebrity หรือคนดัง เพราะจะสามารถเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคได้กว้างที่สุด แต่หากต้องการสร้างคอนเทนต์ให้มีความน่าเชื่อถือควรทำผ่าน Micro Influencer เพื่อให้ได้คอนเทนต์จากประสบการณ์จริงในการใช้ผลิตภัณฑ์ เมื่อลองใช้แล้วดีก็จะบอกต่อผ่านช่องทางของตัวเองในลักษณะเหมือนกับการบอกแบบปากต่อปากหรือเพื่อนบอกเพื่อน โดยมีสิ่งหนึ่งที่น่าสังเกตุก็คือ จำนวน Followers ที่แม้จะเป็นไปในทิศทางเดียวกันกับความสามารถในการสร้าง Awareness หรือ Reach แต่กลับสวนทางกันอย่างสิ้นเชิงกับระดับความสามารถในการสร้าง Trust จากผู้บริโภค สอดคล้องกับข้อมูลจาก theshelf.com ในหัวข้อ Influencer Marketing is the New King of Content(2015) ให้รายละเอียดเกี่ยวกับพฤติกรรมของผู้บริโภคจากต่างประเทศที่มีต่อการเสพสื่อเปลี่ยนไป โดยระบุว่า 20% ของผู้บริโภคผู้หญิงยังคงเชื่อการโปรโมตของ Blogger อยู่ 35% ของผู้บริโภคอ่านบทความจากบล็อคเพื่อหาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ 47% ของผู้บริโภคอ่านบทความจากบล็อกเพื่อหาเทรนด์หรือไอเดียใหม่ๆ 70% ของผู้บริโภคเลือกเชื่อบทความรีวิวออนไลน์เป็นตัวเลือกที่ 2 แต่ที่น่าสนใจที่สุด คือ ข้อมูลที่ระบุว่า 92% ของผู้บริโภคเลือกที่จะเชื่อการแนะนำของใครก็ได้ที่ไม่ได้เป็นคนของแบรนด์หรือไม่มีความเกี่ยวข้องกับแบรนด์ คุณอนุพงศ์ จันทร กรรมการผู้จัดการ แพลตฟอร์ม “เรวู” (revu) บริษัท วายดีเอ็ม (ไทยแลนด์) จำกัด คุณอนุพงศ์ จันทร กรรมการผู้จัดการ แพลตฟอร์ม “เรวู” (revu) บริษัท วายดีเอ็ม (ไทยแลนด์) จำกัด ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า สิ่งที่ผู้บริโภคมองหาเกี่ยวกับแบรนด์หรือสินค้าในปัจจุบัน คือ ข้อมูลที่ได้จากคนที่เคยใช้งานจริง มากกว่าข้อมูลจากฝั่งของแบรนด์หรือกลุ่ม Power Influencer ที่บทบาทในปัจจุบันคือการเป็น Media ที่สร้าง Awareness หรือ Reach ให้กับผลิตภัณฑ์เท่านั้น แต่ความเชื่อมั่นหรือการยอมรับจนนำมาสู่การตัดสินใจซื้อ จะเป็นหน้าที่ของกลุ่ม Micro Influencer หรือกลุ่มคนธรรมดาทั่วไปที่จะเป็นผู้บอกเล่าประสิทธิภาพ หรือ Feedback จากการทดลองใช้งานจริงด้วยตัวเอง ทำให้ปี 2018 นี้ เป็นปีทองของการใช้ Micro Influencer มาเป็นเครื่องมือสำคัญในการทำตลาดของบรรดานักการตลาดและแบรนด์ต่างๆ “การใช้ Influencer เป็นสิ่งที่นักการตลาดให้ความสำคัญเพิ่มมากขึ้น ขณะที่แบรนด์ส่วนใหญ่จัดสรรงบประมาณสำหรับการทำออนไลน์ โดยเฉพาะในส่วนของการใช้ Influencer เพื่อซัพพอร์ตการทำ Content Marketing ประมาณ 70% ขณะที่เริ่มมองเห็นแนวโน้มที่มีบางแบรนด์เลือกใช้เพียง Influencer เป็นเครื่องมือเดียวในการทำตลาดเพิ่มมากขึ้น แต่ขณะเดียวกันยังคงมีความเข้าใจผิดในกลุ่มนักการตลาดจำนวนหนึ่งเกี่ยวกับจุดประสงค์ในการใช้ Influencer โดยเฉพาะในกลุ่ม Micro Influencer ที่มีหน้าที่สำคัญในมิติของการให้ข้อมูลเพื่อสนับสนุนในช่วงเวลาระหว่างการตัดสินใจซื้อของลูกค้า แล้วมาหาข้อมูลเพิ่มเติมจากการรีวิวต่างๆ ไม่ใช่จุดประสงค์ในการสร้างการรับรู้หรือเพิ่มการเข้าถึงกลุ่มลูกค้า ที่กลุ่มเซเลบริตี้ หรือการทำตลาดในภาพของ Mass ยังให้ประสิทธิภาพที่สูงกว่า” เทรนด์ขยายตัว สินค้ารีวิวหลากหลายไปจนถึงกางเกงใน การใช้ Micro Influencer ของบรรดานักกการตลาด ยังสอดคล้องกับพฤติกรรมในการค้นหาข้อมูลของลูกค้า ที่ปัจจุบันจะทำการค้นหาข้อมูลของสินค้าที่ต้องการอย่างน้อย 3 ครั้ง โดยครั้งแรกจะเป็นการหาข้อมูลจากแบรนด์ เพื่อดูข้อมูลผลิตภัณฑ์ในเบื้องต้นที่เป็น Fact ต่างๆ ต่อมาในระดับที่ 2 จะเป็นการหาข้อมูลเชิงลึกจากกลุ่มบล็อกเกอร์หรือกูรูต่างๆ ที่จะให้รายละเอียดเพิ่มเติมที่แบรนด์อาจจะพูดไม่ได้ และสุดท้ายจะลงลึกมาหาข้อมูลผ่านคนที่เคยใช้งานจริง เพื่อดู Feedback ว่าสินค้านั้นๆ ดีหรือไม่อย่างไร ซึ่งจะเป็นส่วนสำคัญในการใช้ประกอบการตัดสินใจซื้อ โดยที่บทบาทของเหล่า Micro Influencer ก็จะเข้ามามีความสำคัญในส่วนนี้นั่นเอง ขณะที่การเติบโตของการใช้ Micro Influencer สะท้อนได้จากจำนวนแพลตฟอร์มในการบริหารจัดการเกี่ยวกับ Micro Influencer ที่เติบโตและมีแพลตฟอร์มใหม่ๆ เกิดขึ้นจำนวนมาก โดยเพียงรอบปีที่ผ่านมามีแพลตฟอร์มใหม่อย่างน้อย 4-5 แพลตฟอร์มที่เกิดเพิ่มขึ้น หรือแม้แต่การเติบโตของเรวูเอง ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มที่ดำเนินงานเกี่ยวกับ Micro Influencer โดยเฉพาะ ก็สามารถสร้างการเติบโตได้ต่อเนื่อง ทั้งจำนวนรายได้ที่เข้ามารวมทั้งจำนวนนักรีวิว โดยปัจจุบันมีจำนวนนักรีวิวบนแพลตฟอร์มากกว่า 8,500 คน เพิ่มขึ้นจาก 6,000 คนในปีที่ผ่านมา หรือจำนวนแคมเปญที่เข้ามาใช้บริการในปีที่ผ่านมามากกว่า 2,000 แคมเปญ สร้างจำนวนชิ้นงานรีวิวได้มากกว่า 12,000 รีวิว “ที่สำคัญยังเห็นความหลากหลายในหมวดสินค้าที่เข้ามาใช้บริการในการรีวิวเพิ่มมากขึ้น โดยสินค้าที่เป็นที่นิยมในการรีวิวจากภาพรวมส่วนใหญ่ 50% จะเป็นกลุ่มบิวตี้ 30% จะเป็นกลุ่มร้านอาหารต่างๆ ส่วนที่เหลือก็จะมาจากหลายๆ กลุ่ม ทั้งสินค้าไอที หรือกลุ่มอื่นๆ ส่วนสินค้าที่นิยมมาใช้บริการบนแพลตฟอร์มเรวู กลุ่มใหญ่ยังคงเป็นสินค้าบิวตี้ที่มีสัดส่วนมากกว่า 70% ขณะที่กลุ่มสินค้าไอที แก็ตเจ็ตมีสัดส่วน 10% ที่เหลือก็จะมาจากหลากหลายกลุ่มไม่ว่าจะเป็นเครื่องใช้ภายในบ้าน เครื่องครัว หรือสินค้าไลฟ์สไตล์ต่างๆ โดยเฉพาะสินค้าแปลกๆ ใหม่ๆ ที่เพิ่มเติมเข้ามาในปีนี้ และค่อนข้างสร้างความแปลกใจให้กับทีมงานเพราะไม่คิดว่าจะนำมารีวิวได้มาก่อนไม่ว่าจะเป็นน้ำยาล้างห้องน้ำ ลู่วิ่งไฟฟ้า รองเท้าแตะ ประกันภัยสำหรับนักเดินทาง รวมทั้งกางเกงชั้นในชาย ก็เป็นอีกหนึ่งสินค้าใหม่ที่หันมาใช้กลยุทธ์ในการรีวิวเพิ่มเติมในปีนี้เช่นกัน” นอกจากกลุ่มสินค้าที่มีเข้ามาอย่างหลากหลายมากขึ้น อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ทำให้การทำรีวิวขยายตัว ยังมาจากความเข้าใจในการทำรีวิวเพิ่มมากขึ้น ทั้งจากฝั่งของแบรนด์และผู้บริโภค จากการ Educated บทบาทและความสำคัญในการใช้กลยุทธ์นี้ รวมทั้งทักษะในการเขียนงานที่มีคุณภาพของนักรีวิวคนไทย ที่สามารถให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภคได้อย่างครบถ้วน สังเกตได้จากจำนวนชิ้นงานที่ส่งผ่านแพลตฟอร์มเรวูที่ก่อนหน้านี้มักจะมียอดสูญเสียจากการไม่ส่งงาน ซึ่งสาเหตุหลักมาจากการที่ผู้รีวิวไม่สามารถเขียนได้อยู่ที่ประมาณ 5% แต่ในปัจจุบันลดน้อยลงไปกว่าเดิมเหลืออยู่เพียงแค่ราว 3% เท่านั้น Set Standard เพื่อรักษา Trust จากผู้บริโภค จุดเด่นของการใช้ Micro Influencer คือ การสร้าง trust กับผู้บริโภคได้ในระดับสูง แต่เพราะเป็นเครื่องมือที่นักการตลาดและแบรนด์ต้องการเพิ่มมากขึ้น ทำให้เริ่มมีเรื่องในเชิงพาณิชย์เข้ามาเกี่ยวข้อง โดยเฉพาะการให้ค่าตอบแทนจากการเขียนรีวิวทำให้ต้องยอมรับว่ามีคนกลุ่มหนึ่งที่เข้ามาทำการรีวิวเพราะต้องการรายได้ โดยที่ยังไม่สามารถเขียนงานได้อย่างมีคุณภาพ และเป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญที่จะทำลายจุดแข็งสำคัญของการรีวิวนั่นก็คือ ทำให้ Trust ที่เคยได้จากผู้บริโภคอาจถูกทำลายลงในอนาคต เพราะเป็นการเขียนภายใต้การมีค่าตอบแทนอาจทำให้ไม่สามารถเขียนได้อย่างตรงไปตรงมา ที่สำคัญการจ่ายเงินให้แก่กลุ่มนักรีวิวหน้าใหม่ แสดงถึงความไม่เข้าใจบทบาทของ Micro Influencer อย่างแท้จริง เพราะการใช้เครื่องมือนี้ไม่ได้ใช้ในฐานะมีเดีย เนื่องจากไม่สามารถสร้าง Awareness หรือ Reach ได้ แม้จะใช้เป็นจำนวนมากก็ตาม จึงจำเป็นต้องเน้นการพัฒนาทักษะในการเขียนให้ตอบโจทย์ลูกค้าที่เป็นแบรนด์หรือเอเยนซี่ต่างๆ ที่ต้องการงานเขียนที่มีคุณภาพ และมี KPI จากการวัดจำนวน Page View หรือ Unique Visitor ที่สะท้อนถึงการที่มีคนเข้ามาอ่านจริงๆ มากกว่าการวัดผลโดยดูจากยอด Social Engagement เหมือนกับการทำ Online Marketing อื่นๆ “หนึ่งสิ่งที่เรวูให้ความสำคัญคือ การพัฒนาให้คนที่อยากเป็นนักรีวิวตัวจริงค่อยๆ เติบโตอย่างมีคุณภาพ และสามารถสร้างรายได้หลังจากได้รับพิสูจน์คุณภาพจนสามารถขยับไปสู่การเป็น Power Influencer ในระดับที่ขยับสูงขึ้น ขณะที่เรวูก็จะเพิ่มนักรีวิวในกลุ่ม Micro Influencer เข้ามาเติมในระบบอย่างต่อเนื่อง ซึ่งถึงแม้จะไม่มีค่าตอบแทนจากการเขียน แต่จะมีทีมในการให้คำปรึกษาสำหรับผู้ต้องการเป็นนักรีวิวทั้งเรื่องของการเขียน การถ่ายรูป การทำบล็อกส่วนตัว เพื่อพัฒนาทั้ง Ecosystem ของ Influencer โดยภาพรวมให้พัฒนามากขึ้น และยังคงเป็นเครื่องมือที่สามารถสร้าง Trust จากผู้บริโภคได้ในระดับที่สูงอยู่เช่นเดิม” ที่สำคัญในอนาคต เมื่อคุณภาพในการทำ Content ของบรรดานักรีวิวขยับสูงมากขึ้น อาจจะทำให้มีผลต่อการสร้าง Conversion Rate หรือความสามารถในการเทิร์นจากจำนวนของผู้เข้ามาอ่านรีวิวไปสู่การสร้างยอดขายได้เพิ่มมากขึ้น จากปัจจุบันความเชื่อมโยงในจุดนี้ยังไม่มากนัก เพราะการที่ลูกค้าจะเข้ามาอ่านรีวิวได้ ต้องเสิร์ชเข้ามาในระดับที่ยังค่อนข้างลึกอยู่ โดยกลุ่มคนที่จะเข้ามาในระดับนี้ก็จะมีความสนใจหรือมีความต้องการซื้อเป็นพื้นฐานอยู่แล้ว การให้ข้อมูลที่มีคุณภาพจึงเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดที่ต้องคำนึงถึง ขณะที่กลุ่ม Influencer อื่นๆ ก็ยังมีความสำคัญ เพราะต่างมีบทบาทที่แตกต่างกันไป และผู้บริโภคก็ยังเข้ามาอ่านเพื่อหาข้อมูลตาม State ของการตัดสินใจหรือความต้องการข้อมูลในแต่ละระดับ โดยปัจจุบันจำนวน Influencer ในประเทศไทยในทุกระดับมีไม่ต่ำกว่า 10 ล้านคน และมีแนวโน้มที่คนทั่วไปให้ความสนใจและอยากเข้ามาเขียนรีวิวเพื่อถ่ายทอดความรู้สึกต่อผลิตภัณฑ์ต่างๆ ในฐานะมุมมองผู้บริโภคคนหนึ่งเพิ่มมากขึ้น ส่วนการเติบโตของเรวู คาดว่าจะเติบโตได้ต่อเนื่องโดยสามารถทำรายได้สิ้นปีนี้ที่ราว 30 ล้านบาท และสามารถเติบโตเพิ่มขึ้นได้อีกราว 40% ขณะที่จะมีจำนวนลูกค้าเพิ่มขึ้นอีกไม่ต่ำกว่า 200 ราย จากปัจจุบันมีอยู่ราว 300 ราย และรักษากลุ่มลูกค้าที่ใช้บริการซ้ำ (Existing) ไว้ได้ไม่ต่ำกว่า 200 รายเช่นเดียวกัน ส่วนจำนวนนักรีวิวในแพลตฟอร์มคาดว่าจะเพิ่มขึ้นได้ถึง 12,000 คน และเพิ่มเป็นไม่ต่ำกว่า 20,000 คนในปีต่อไป โดยเฉพาะกลุ่มที่เป็น Super Quality ที่สามารถเขียนได้ครบถ้วนตามโจทย์ที่กำหนด และถ่ายภาพออกมาได้สวย ก็คาดว่าจะมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นด้วยเช่นกัน จากปัจจุบันมีอยู่ 1,000 คน ส่วนจำนวนแคมเปญที่จะเพิ่มขึ้นในปีนี่้คาดว่าจะมีไม่ต่ำกว่า 2,500 แคมเปญ และจะขยับเป็นไม่ต่ำกว่า 3,500 แคมเปญในปีต่อไป อีกหนึ่งมุมมองของผู้บริหารจากเรวูคือ เชื่อว่าการใช้ Micro Influencer จะยังมีแนวโน้มเติบโตได้ต่อเนื่อง เพราะกลยุทธ์นี้ไม่ใช่เทรนด์ทางการตลาดที่เป็นเพียงกระแสแบบมาเร็วไปเร็ว แต่ถือเป็นหนึ่งในพฤติกรรมของคนไทยอยู่แล้วที่นิยมบอกข้อมูลต่อในสิ่งที่ตัวเองเคยมีประสบการณ์ให้กับคนใกล้ชิดหรือเพื่อนฝูงได้รับฟัง ที่มา : brandbuffet
17 ก.ย. 2018
LINE@ ศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมภาคที่3
LINE@ ศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมภาคที่3
ช่องทางเพิ่มเติมในการติดต่อสื่อสารกับศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมภาคที่3 เพื่อการพูดคุยและแลกเปลี่ยนความรู้ ข่าวสาร และแนวทางในการดำเนินธุรกิจ รวมถึงแนวโน้มในการพัฒนาธุรกิจไปสู่ความสำเร็จของผู้ประกอบการ #ศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมภาคที่3
11 ก.ย. 2018