โทรศัพท์ 1358
Advanced Search

Category
Halal Tourism ฮาลาล อนาคตใหม่ของการท่องเที่ยวระดับโลก
Halal Tourism ฮาลาล อนาคตใหม่ของการท่องเที่ยวระดับโลก
Halal Tourism ฮาลาล อนาคตใหม่ของการท่องเที่ยวระดับโลก แม้นักท่องเที่ยวจีนจะยังคงเป็นกลุ่มนักเดินทางที่สร้างรายได้ให้แก่ธุรกิจในหลายประเทศ พวกเขาเริ่มเรียนรู้มารยาทในการท่องเที่ยวและเริ่มมีอารยะอย่างตะวันตก และยังคงมีประชากรจากแดนมังกรจำนวนมากที่มองว่าการเดินทางไปต่างประเทศเป็นอีกหนึ่งรูปแบบของการแสดงความความร่ำรวยและการมีไลฟ์สไตล์ใหม่ที่เหนือกว่าการเที่ยวผ่านบริษัททัวร์ แต่ในปี 2018 กลุ่มนักท่องเที่ยวที่น่าจับตามองคือชาวมุสลิม หลังจากการเกิดขึ้นของเหตุการณ์ 9/11 ทำให้ชาวมุสลิมได้รับการจับตามองในการเข้าสหรัฐอเมริกา และบางประเทศในแถบยุโรป จุดหมายปลายทางอย่างประเทศในแถบเอเชียจึงเป็นทางเลือกใหม่ที่กำลังได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนมาถึงกระแสการท่องเที่ยวฮาลาลที่กำลังเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก นักท่องเที่ยวกลุ่มนี้จะสามารถสร้างมูลค่าให้แก่อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของโลกถึง 2 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี 2020 (จากรายงานของ MasterCard และ Crescent Rating) พร้อมด้วยกลุ่มชนชั้นกลางที่ขยายตัวอย่างมากและต้องการท่องเที่ยวเพื่อแสดงไลฟ์สไตล์ในฐานะเครื่องมือแสดงสถานะทางสังคม โดยมีการใช้จ่ายเงินต่อทริปมากถึง 2,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ หรือราว 70,000 บาทไทย โรงแรมขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่ถนนพระราม 9 อย่างโรงแรมอัลมีรอซ (Al Meroz) คือโรงแรมฮาลาลแห่งแรกในประเทศไทย เมื่อเกิดความต้องการ อุปทานตอบรับอย่างโรงแรมนี้จึงเกิดขึ้นเพื่อรองรับการมาถึงของนักท่องเที่ยวจากตะวันออกกลาง โดยเฉพาะ โครงสร้างอาคารคล้ายมัสยิด ห้องละหมาด ห้องรับประทานอาหารฮาลาลขนาดใหญ่จำนวน 3 ห้อง ทุกห้องมีลูกศรชี้ทิศกิบลัต ณ นครมักกะฮ์ ผ้าปูละหมาด และอัลกุรอาน สภาพแวดล้อมสวยงามและปราศจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ จากรายงานของ Global Muslim Index กล่าวว่ามาเลเซียเป็นหนึ่งในผู้นำด้านการสร้างการท่องเที่ยวที่เป็นมิตรต่อนักท่องเที่ยวมุสลิม ถึงขนาดเปลี่ยนบางส่วนของเมืองกัวลาลัมเปอร์ให้เป็นย่าน Ain Arabia ย่านสำหรับนักท่องเที่ยวมุสลิมที่ตั้งอยู่บนถนนบูกิตบินตัง ย่านนี้เรียงรายด้วยร้านอาหารอาหรับและตะวันออกกลาง ร้านแฟชั่นบูธีค โรงแรมสำหรับชาวมุสลิม ร้านตัดผมที่มีช่างชาวบังคลาเทศผู้เชี่ยวชาญสำหรับการตกแต่งหนวดเคราโดยเฉพาะ และห้างสรรพสินค้าที่ครอบครัวจากซาอุดีอาระเบียหรืออาหรับจะใช้เวลาช้อปปิ้งได้อย่างเพลิดเพลิน มีร้านปลอดแอลกอฮอลล์แต่สนุกได้ด้วยการสูบชิชาและดื่มชา ในขณะเดียวกัน ประเทศต่างๆ อย่างประเทศไทย ญี่ปุ่น ไต้หวัน และสิงคโปร์ ต่างก็กำลังเดินหน้าพัฒนาสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวมุสลิม เช่น ประเทศไทยที่นอกจากจะมีโรงแรมแล้ว รัฐบาลยังมีแอพพลิเคชั่นที่ช่วยแนะนำร้านอาหารฮาลาลและสถานที่ที่นักท่องเที่ยวมุสลิมสามารถเดินทางได้ ในขณะที่สถานีรถไฟในไต้หวันก็มีห้องละหมาดและเริ่มมีร้านอาหารฮาลาลเปิดให้บริการในประเทศมากขึ้น เจ้าของธุรกิจโรงแรมรวมถึงธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวอื่นๆ จึงควรเตรียมพร้อมเรื่องสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ เพื่อต้อนรับเหล่านักท่องเที่ยวกลุ่มนี้ได้อย่างสมบูรณ์ อาหารฮาลาล บริการสำคัญอันดับหนึ่ง ทุกเมนูจำเป็นต้องได้รับการรับรองตราสัญลักษณ์ฮาลาลสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับการละหมาด ชาวมุสลิม 63 เปอร์เซ็นต์ทำละหมาดวันละ 5 ครั้ง ดังนั้นจึงจำเป็นต้องมีบริการและสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ พร้อมสรรพ เช่น พื้นที่สำหรับการอาบน้ำละหมาด เป็นต้นห้องอาบน้ำ น้ำสะอาดเป็นสิ่งสำคัญสำหรับชาวมุสลิม การมีพื้นที่ชำระร่างกาย และผลิตภัณฑ์ที่ปราศจากส่วนผสมจากสัตว์หรือแอลกอฮอลล์ จึงเป็นเรื่องที่ไม่ควรมองข้ามสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับการพักผ่อน ไม่ว่าจะเป็นสระว่ายน้ำที่แบ่งชาย-หญิง ห้องออกกำลังกายหรือชายหาดที่แบ่งการใช้งานตามเพศ ตลอดจนพื้นที่ส่วนกลางสำหรับครอบครัว มุสลิมรุ่นใหม่ ช้อป ชิม แชร์ และเข้าถึงประสบการณ์ท้องถิ่น หนุ่มสาวมุสลิมรุ่นใหม่เริ่มให้ความสนใจเรื่องการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมมากขึ้น พร้อมเปิดรับและเรียนรู้วัฒนธรรมใหม่ๆ โดยที่ยังสามารถปฏิบัติตามหลักทางศาสนาได้อย่างครบถ้วน ฟาซาล บาฮาร์ดีน (Fazal Bahardeen) ผู้ก่อตั้ง Crescent Rating กล่าวว่า “ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับการท่องเที่ยวของชาวมุสลิม (Muslim Tourism) คือผู้คนคิดว่าต้องทำสิ่งที่มุสลิมทำ แต่ไม่ใช่เลย พวกเขาต้องการทำสิ่งที่นักท่องเที่ยวทุกคนทำ ช้อปปิ้ง เดินชายหาด หรือสัมผัสประสบการณ์ท้องถิ่น พวกเขาต้องการสนุกเหมือนกับทุกคน เพียงแต่พวกเขาต้องการแน่ใจว่าจะไม่ต้องเป็นกังวลเรื่องความต้องการทางศาสนาขั้นพื้นฐานของพวกเขาก็เท่านั้น” นี่จึงเป็นที่มาของธุรกิจอย่าง Muslim History Tours บริการพานักท่องเที่ยวไปจิบชาฮาลาลบนเรือครูซล่องในแม่น้ำเทมส์ ทัวร์ขึ้นเขาคิริมันจาโร ตลอดจนการเที่ยวทั้งครอบครัวที่เกาะมาชูปิกชู โดยบริษัท Serendipity Tailormade ที่จะพาไปสัมผัสกับความเป็นท้องถิ่นอย่างแท้จริง พบปะผู้คนและประสบการณ์ใหม่ในท้องถิ่น โดยตลอดทริปจะมีการแบ่งเวลาสำหรับกิจกรรมทางศาสนาอย่างเหมาะสม ชาวมุสลิมรุ่นใหม่สร้างเทรนด์การท่องเที่ยวผ่านโซเชียลมีเดียหลายช่องทาง ทั้งในเชิงแนะนำว่าพื้นที่ไหนเป็นมิตรและพื้นที่ไหนไม่เหมาะสม รวมถึงสร้างกระแสเที่ยวคนเดียวก็ลุยได้ จนเกิดเป็นอินฟลูเอนเซอร์ บล็อกเกอร์ หรือเพจต่างๆ ให้ได้กดติดตาม ยกตัวอย่างผู้หญิงมุสลิมจากอินโดนีเซียอย่างดิอัน เปลังกี (Dian Pelangi) ที่สร้างแรงขับเคลื่อนสำคัญต่อวงการแฟชั่นและการท่องเที่ยวสำหรับชาวมุสลิม ด้วยจำนวนผู้กดติดตามกว่า 4.8 ล้านคน กับภาพการท่องเที่ยวซึ่งแต่ละที่นั้นล้วนน่าสนใจและชุดคอสตูมแต่ละทริปของเธอก็น่าติดตาม อีกหนึ่งธุรกิจที่เกี่ยวกับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวสำหรับชาวมุสลิมคือสปาและการพักผ่อน โปรเจ็กต์ที่น่าจับตามองอย่าง Zulal Destination Spa รีสอร์ทเพื่อการพักผ่อนระดับ 6 ดาวในโดฮา ที่แนะนำตัวเองว่าเป็นรีสอร์ทแรกที่รวบรวมบริการเพื่อการพักผ่อนมาไว้แบบครบวงจร โดยเน้นโปรแกรมการพักผ่อนแบบดั้งเดิมจากสาขาต่างๆ ของอิสลาม ทั้งเรื่องโภชนาการ ความสวยงาม การนวด กลิ่นหอม น้ำ ความสมดุล การฝึกพลังงานในร่างกาย ทั้งนี้โปรแกรมต่างๆ ถูกออกแบบเพื่อรองรับผู้เข้าพักที่ต้องการประสบการณ์ใหม่ในการพักผ่อนที่ดีที่สุด โดยคาดว่าจะแล้วเสร็จในเดือนเมษายน ปี 2018 CR : TCDC #ศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมภาคที่3
30 ต.ค. 2018
กิจกรรมโครงการ "บำบัดทุกข์ บำรุงสุข สร้างพิจิตรเมืองยิ้ม"
กิจกรรมโครงการ "บำบัดทุกข์ บำรุงสุข สร้างพิจิตรเมืองยิ้ม"
วันจันทร์ที่ 29 ตุลาคม 2561 นางเฉลา ศรีเพ็ชร ผู้อำนวยการศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมภาคที่ 3 และเจ้าหน้าที่ศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมภาคที่ 3 เข้าร่วมกิจกรรมโครงการ "บำบัดทุกข์ บำรุงสุข สร้างพิจิตรเมืองยิ้ม" เพื่อแนะนำหน่วยงาน ประชาสัมพันธ์บริการ กิจกรรมโครงการต่างๆ ของศูนย์ฯ ณ วัดนิคมราษฎร์บำรุง ต.เขาเจ็ดลูก อ.ทับคล้อ จ.พิจิตร โดยมี นายวรพันธ์ สุวัณณุสส์ ผู้ว่าราชการจังหวัดพิจิตรเป็นประธาน #ศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมภาคที่3
29 ต.ค. 2018
เปิดตัวเครื่องสีข้าว ดันเกษตรกรสู่สมาร์ทฟาร์เมอร์
เปิดตัวเครื่องสีข้าว ดันเกษตรกรสู่สมาร์ทฟาร์เมอร์
เปิดตัวเครื่องสีข้าว ดันเกษตรกรสู่สมาร์ทฟาร์เมอร์ จากความร่วมมือของกลุ่มบริษัทซีแอลพีของไทย ได้ร่วมมือกับบริษัท ไทวะ เซกิ คอร์ปอเรชั่น (Taiwa) จากประเทศญี่ปุ่น ในการทำการวิจัยและสร้างเทคโนโลยีสู่การผลิตเครื่องสีข้าวรุ่นใหม่ ที่เหมาะกับข้าวเม็ดยาวของประเทศไทยและประเทศต่างๆ จากในตลาดโลกประมาณ 85% จะเป็นข้าวเม็ดยาว เพื่อร่วมมือสร้างสิ่งที่มีประโยชน์ต่อเกษตรกรที่ปลูกข้าว“มานพ ลี้โกมลชัย” ประธานกรรมการ กลุ่มบริษัทซีแอลพี เปิดเผยว่า กลุ่มบริษัทซีแอลพี (CLP) ในนามบริษัท ซี แอล พี เอ็นจิเนียริ่ง ผู้ผลิตเครื่องสีข้าวและเครื่องจักรกลการเกษตร รวมถึงการเป็นผู้ผลิต (โออีเอ็ม) ชิ้นส่วนให้แก่รถยนต์และรถจักรยานยนต์มานานกว่า 40 ปีแล้ว โดยบริษัทมีการผลิตที่มีมาตรฐานและมีคุณภาพในการผลิตที่ดีอย่างต่อเนื่องมายาวนาน จึงต้องการนำองค์ความรู้ที่มีอยู่และเป็นประโยชน์มาส่งเสริมช่วยเหลือภาคเกษตรกรของประเทศไทย ทั้งนี้ บริษัทได้ร่วมมือเป็นพันธมิตรกับบริษัท ไทวะ เซกิ คอร์ปอเรชั่น ประเทศญี่ปุ่น โดยบริษัท ไทวะ ได้ส่งมอบองค์ความรู้ (โนว์ฮาว) มาร่วมมือกันพัฒนาและร่วมมือวิจัย สร้างดีไซน์ จึงได้ผลิตภัณฑ์สู่ตลาด ภายใต้งบพัฒนาประมาณ 100 ล้านบาท และใช้ฐานการผลิตในโรงงานของบริษัทที่นวนคร ผลิตภัณฑ์แรกได้แก่ เครื่องสีข้าว ซีแอลพี รุ่น CMF-201 มีความเหมาะสำหรับกลุ่มวิสาหกิจชุมชน หรือในอุตสาหกรรมผลิตข้าวสาร มีระบบการทำงานครบจบทุกขั้นตอน ทั้งทำความสะอาดข้าวเปลือก กะเทาะข้าวเปลือก ขัดสี และคัดแยกขนาดข้าวสาร สามารถทำการขัดสีข้าวได้ถึง 200 กิโลกรัมข้าวเปลือก/1 ชั่วโมง ผลิตได้ทั้งข้าวกล้องและข้าวขาว กำหนดราคาเครื่องที่ 3.4 แสนบาท“เรียวอิจิ ทาไก” ประธานบริษัท ไทวะ เซกิ คอร์ปอเรชั่น (Taiwa) ประเทศญี่ปุ่น กล่าวว่า บริษัทได้รับการส่งเสริมให้ร่วมผลิตเครื่องสีข้าวสำหรับเม็ดข้าวยาว จากองค์การความร่วมมือระหว่างประเทศแห่งญี่ปุ่น หรือไจก้า จึงได้เริ่มพัฒนาเครื่องสีข้าว ประกอบกับเมื่อได้เจอกับ กลุ่มบริษัทซีแอลพี และได้หารือร่วมกันพบว่าต่างมีแนวคิดเดียวกันในการสร้างธุรกิจเพื่อช่วยเหลือภาคการเกษตรของไทยให้เติบโตไปด้วยกัน “ได้เจอกับคุณมานพมาประมาณ 1 ปีก่อนหน้านี้ และได้พูดคุยกัน จึงประทับใจกับแนวคิดที่ต้องการสร้างธุรกิจเพื่อร่วมช่วยเหลือภาคเกษตรกรให้เติบโตไปพร้อมกัน เป็นเป้าหมายเดียวกับไทวะ ทำให้ตัดสินใจร่วมมือเป็นพันธมิตร” ทาไก กล่าว ขณะเดียวกันเครื่องสีข้าวยังมีประสิทธิภาพในการทำให้ได้ข้าวขาวออกมาในปริมาณสูง โดยได้เม็ดข้าวขาวสัดส่วน 63-65% แตกต่างจากของแบรนด์อื่นที่ได้สัดส่วน 50% และทำให้ได้ข้าวที่มีคุณภาพที่ดี รวมถึงให้รสชาติของข้าวที่มีความอร่อยอีกทั้งได้เปิดตัวเครื่องสีข้าวรุ่นเล็กสำหรับในครัวเรือน ทั้งเครื่องสีข้าวซีแอลพี รุ่น CR-150 ECO น้ำหนักตัวเครื่อง 45 กิโลกรัม และเครื่องสีข้าวซีแอลพี รุ่น CR-150 ECO Dual Function น้ำหนักตัวเครื่อง 65 กิโลกรัม ซึ่งสินค้ามีการรับประกันตัวเครื่องนาน 5 ปี โดยเครื่องสีข้าวซีแอลพี รุ่น CR-150 ECO ขายในราคา 1.49 หมื่นบาท และเครื่องสีข้าวซีแอลพี รุ่น CR-150 ECO Dual Function ราคา 1.95 หมื่นบาท ทั้งนี้ ซีแอลพี และไทวะ มั่นใจว่าจะเป็นผลดีในการสร้างเกษตรกร 4.0 พร้อมวางเป้าหมายจะขึ้นเป็นผู้นำตลาดเครื่องสีข้าวของไทยในเวลา 3 ปี และจะขยายตลาดส่งออกทั่วโลก รวมถึงมีแผนสร้างสินค้ากลุ่มใหม่ออกมาต่อเนื่อง เพื่อร่วมสร้างเกษตรกรรุ่นใหม่สมาร์ทฟาร์เมอร์ CR: posttoday #ศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมภาคที่3
26 ต.ค. 2018
โครงการฝึกอบรม หลักสูตรแนวทางการบริหารโครงการจ้างที่ปรึกษาและบริหารงบประมาณ
โครงการฝึกอบรม หลักสูตรแนวทางการบริหารโครงการจ้างที่ปรึกษาและบริหารงบประมาณ
วันที่ 24-25 ตุลาคม 2561สำนักงานเลขานุการกรมจัดโครงการฝึกอบรม หลักสูตรแนวทางการบริหารโครงการจ้างที่ปรึกษาและบริหารงบประมาณ ณ โรงแรมเอเชีย บีทีเอสราชเทวี กรุงเทพฯ โดยได้รับเกียรติจากท่านอธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (นายกอบชัย สังสิทธิสวัสดิ์) กล่าวเปิดโครงการฯ พร้อมทั้งร่วมรับฟังการบรรยายโครงการฝึกอบรมฯและเลขานุการกรม (นายเจตนิพิฐ รอดภัย) กล่าวรายงานในพิธีเปิดและเป็นวิทยากรบรรยายในหัวข้อการจ้างที่ปรึกษา:จากประสบการณ์สู่การปฏิบัติ มีผู้เข้าร่วมโครงการฯ ทั้งสิ้น 110 คน กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (DIP)
25 ต.ค. 2018
นิทรรศการ “Yes, Plastic! Things to Rethink: เมื่อพลาสติกต้องคิดใหม่”
นิทรรศการ “Yes, Plastic! Things to Rethink: เมื่อพลาสติกต้องคิดใหม่”
นิทรรศการ “Yes, Plastic! Things to Rethink: เมื่อพลาสติกต้องคิดใหม่” นิทรรศการ Yes, Plastic! Things to Rethink “เมื่อพลาสติกต้องคิดใหม่” เป็นความร่วมมือระหว่างสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน) โดยศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ (TCDC) และจีซี หรือบริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) เพื่อนำเสนอศักยภาพของวัสดุและความคิดสร้างสรรค์ พร้อมทั้งตั้งคำถามการใช้งานทั้งในแง่คุณสมบัติ ผลกระทบ การออกแบบ และการอยู่ร่วมกันกับพลาสติกในอนาคต สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมที่เคาน์เตอร์ประชาสัมพันธ์ TCDC กรุงเทพฯ เวลา 10.30 – 21.00 (ปิดวันจันทร์) โทร 02 105 7400 ต่อ 213, 214 https://web.tcdc.or.th/th/Events/Detail/30102 CR: TCDC #ศูนย์ส่งเสรอมอุตสาหกรรมภาคที่3
24 ต.ค. 2018
Ookbee : Content is always King
Ookbee : Content is always King
Ookbee คือสตาร์ทอัพเจ้าแรกๆ ในประเทศไทยที่เข้ามาจับตลาด e-book อย่างจริงจังและประสบความสำเร็จเป็นอย่างสูง วันนี้พวกเขาเติบโตและเลือกที่จะปรับรูปแบบธุรกิจจากการเป็นเจ้าของแพล็ตฟอร์ม e-book รายใหญ่ ไปสู่เส้นทางของการเป็นผู้ผลิตคอนเทนต์รายสำคัญที่น่าจับตามอง มากไปกว่านั้น เมื่อต้นปีที่ผ่านมาพวกเขายังสามารถระดมทุนได้มากถึง 19 ล้านดอลลาร์จากบริษัทอินเตอร์เน็ตยักษ์ใหญ่จากจีนอย่าง Tencent เพื่อขยายธุรกิจได้อีกด้วย Ookbee จึงเป็น Success Story ที่เป็นแนวทางให้กับคนทำสตาร์ทอัพรุ่นใหม่ได้เรียนรู้วิธีทำธุรกิจได้ในทุกแง่มุม พบกับเรื่องราวของ Ookbee สตาร์ทอัพที่เติบโตอย่างไม่หยุดยั้งได้ใน Startup The Series – EP21 : Ookbee : Content is always King https://thestandard.co/startup-series-ep21-ookbee-content-…/ CR : Thestandard #ศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมภาคที่3
24 ต.ค. 2018
วิเคราะห์อนาคตการตลาดปี 2019 ผ่าน 9 เทรนด์ Digital Marketing ที่ควรแชร์เก็บไว้
วิเคราะห์อนาคตการตลาดปี 2019 ผ่าน 9 เทรนด์ Digital Marketing ที่ควรแชร์เก็บไว้
โลกของเราหมุนเร็วขึ้นทุกวัน เช่นเดียวกับปี 2018 ที่กำลังจะผ่านไปในอีกไม่กี่เดือนที่จะถึง ซึ่งปีที่ผ่านมาผมได้เขียนเอาไว้ในคอลัมน์ THE STANDARD ในเรื่องของเทรนด์ และแต่ละเทรนด์ที่เขียนไปก็เกิดขึ้นจริงหลายอย่างในปีที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นการโฆษณาแบบจริงใจตรงไปตรงมาที่มีมากขึ้น มีแบรนด์ได้ทำ LINE BCRM จำนวนมาก และโปรโมตผ่านช่องทางนี้เยอะขึ้น ประเทศไทยมีงานโฆษณาที่ไปได้รับรางวัล Branded Entertainment ที่เวที Cannes Lions 2018 ส่วนในเวทีการแข่งขัน eSports ก็คลาคล่ำไปด้วยแบรนด์ต่างๆ ทั้งสปอนเซอร์ทีม จัดการแข่งขัน หรือ Tie-in Promotion การใช้ Micro-Influencer ที่มากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด รวมไปถึงหลาย ๆ แบรนด์ที่เริ่มเข้าใจดิจิทัลมากขึ้น และได้ลงทุนอย่างถูกจุดมากขึ้น ทำให้เกิดสิ่งที่น่าสนใจหลายอย่างที่เราควรศึกษาไว้ ตลอดปี 2018 มีเทคโนโลยีใหม่ๆ พฤติกรรมใหม่ๆ เกิดขึ้นทุกวัน การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของอัลกอริทึม ฟังก์ชันลูกเล่นใหม่ๆ ของโซเชียลมีเดีย การปรับตัวขึ้นของราคาค่าโฆษณาในช่องทางต่างๆ การปรับตัวของสื่อต่างๆ การจับมือเป็นพันธมิตร การขยายช่องทางการรับชมผ่านแพลตฟอร์มตัวเอง หรือแพลตฟอร์มใหม่ๆ การควบรวมกิจการของเจ้าของสื่อและคอนเทนต์ ทั้งหมดนี้ทำให้พฤติกรรมการเสพสื่อดิจิทัลเปลี่ยนไป ไม่ว่าจะเป็นฝั่งผู้บริโภคเอง หรือฝั่งนักการตลาดเองที่จะต้องปรับตัวตามให้ทันโลกเหล่านี้ และนี่คือ 9 เทรนด์ของ Digital Marketing ที่จะเข้ามามีผลต่อการวางแผนการตลาดต่อไปในปีหน้า 2019 Year of Offline – Online Equilibrium: เพราะไม่มีสื่อช่องทางใด เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายส่วนใหญ่ได้ด้วยราคาที่ถูกอีกต่อไป ปีหน้าจะเป็นปีที่เข้าสู่สมดุลของการใช้สื่อ Offline และ Online อย่างเหมาะสมมากขึ้น จากข้อมูลการเติบโตของสื่อทั้งจากสมาคมมีเดียเอเจนซีและธุรกิจสื่อแห่งประเทศไทย รวมไปถึงสมาคมโฆษณาดิจิทัลแห่งประเทศไทยชี้ตรงกันว่า สื่อดิจิทัลโตต่อเนื่องที่ 20% ทุกปี แต่สื่อเดิมๆ อย่าง โทรทัศน์ วิทยุ และสื่อเอาต์ดอร์ เริ่มมีการเติบโตอย่างคงที่ ไม่ลดลงฮวบฮาบเหมือนตอน 3-4 ปีที่แล้วที่ดิจิทัลมาใหม่ๆ ยังคงเหลือแต่สื่อหนังสือพิมพ์ นิตยสารที่ยอดการเติบโตลงทุกปี อันเนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงการรับสื่อคอนเทนต์ประเภทการอ่านที่เปลี่ยนมาเป็นดิจิทัลแบบเต็มตัว ซึ่งถ้ามองให้สอดคล้องกับรายงานว่า สื่อโฆษณาอย่าง เฟซบุ๊กปรับขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ รวมไปถึงสื่ออื่นๆ นั้น อาจคาดการณ์ได้ว่าการเติบโตของเม็ดเงินโฆษณาอาจมาจากราคาที่แพงขึ้น ทำให้เห็นว่าแท้จริงแล้ว ปริมาณ Advertisers ที่ไหลลงสื่อดิจิทัลในเชิงปริมาณอาจคงที่นั่นเอง สาเหตุหนึ่งเพราะเนื่องมาจากแบรนด์หลายๆ แบรนด์ปรับตัวและปรับกลยุทธ์การสื่อสารทางดิจิทัลกันมาสักระยะหนึ่ง จนเจอจุดสมดุลของการวางแผนสื่อให้ครอบคลุมกลุ่มเป้าหมาย ดังนั้นเทรนด์ในปีหน้าคือการประยุกต์ใช้สื่ออย่างสมดุลเพื่อตอบโจทย์ทางการตลาด ไม่ใช่การทุ่มเงินไปช่องทางดิจิทัลเพียงอย่างเดียว เพราะมีราคาที่แพงขึ้นมาก ในขณะที่ Offline Media เริ่มกลับมามีอิทธิพลมากขึ้น สอดคล้องกับหลัก Demand – Supply ของราคาสื่อ ข้อสังเกตอีกอย่าง คือในช่วงไตรมาสแรก ราคาสื่อจะแพงขึ้นทุกช่องทางด้วยผลกระทบจากการเลือกตั้งต้นปีที่เม็ดเงินจากพรรคการเมืองจะไหลมาครอบครองพื้นที่สื่อมากขึ้น และทำให้อัตราสูงขึ้นอย่างมาก ซึ่งย่อมกระทบต่อราคาการโฆษณาบนออนไลน์ในช่วงต้นปี แต่จะกลับเข้าสู่ภาวะปกติได้ในช่วงไตรมาสถัดมา The Modern-Traditional Media: ปีของการใช้หลักการสื่อเก่า ปรับลงช่องทางสื่อใหม่ ต่อเนื่องจากจุดสมดุลของการใช้สื่อเทรนด์การตลาดปีหน้า จะมาพร้อมกับกลยุทธ์การใช้งานสื่อผ่านแนวคิด ‘หลักการสื่อเก่า บนช่องทางสื่อใหม่’ ผ่านสื่อที่เรียกว่า The Modern TV, The Modern Print, The Modern Newspaper and The Modern Radio ซึ่งหลักการในการทำโฆษณาจะเหมือนยุคเดิม ไม่ว่าจะเป็นการทำโฆษณาแบบสื่อสารกระชับ และตรงจุดไม่ยาวเวิ่นเว้อแบบ 15 วินาทีของโฆษณาทีวี แต่เปลี่ยนมาอยู่ใน The Modern TV แทน หรือการโฆษณาเชิงประชาสัมพันธ์แบบพาดหัวข่าว กลับกลายมาอยู่ในรูปแบบของ Twitter Trend หรือ LINE TODAY แทน ประกอบไปด้วย The Modern TV – Facebook Watch, YouTube Video, LINE TV, Twitch, Netflix The Modern Newspaper – Twitter Trends, LINE TODAY The Modern Radio – Joox, Spotify, Podcast, YouTube กลุ่ม Music หากนักการตลาดเข้าใจหลักการโฆษณาอย่างได้ผลแบบเดิม แต่ปรับวิธีการให้เหมาะสมมากขึ้นบนช่องทางใหม่ๆ ย่อมจะทำให้เราใช้สื่อเหล่านี้ได้มีประสิทธิภาพได้ถึงขีดสุด ปัญหาเรื่อง Privacy ของเฟซบุ๊ก ความเชื่อมั่นที่ถดถอย และดราม่ารายวัน จะทำให้วัยรุ่นและ GenY ทำกิจกรรมน้อยลงในเฟซบุ๊ก แต่จะหันไปบ่นถี่ขึ้นในช่องทางอื่นๆ เช่น Instagram Stories / Twitter ในปี 2018 ถือเป็นปีซวยของพี่มาร์กและเฟซบุ๊กก็ว่าได้ ทั้งเรื่องถูกฟ้อง ถูกสอบสวนจากสภาคองเกรส รวมไปถึงการเกิดคำถามสำคัญของผู้ใช้งานเฟซบุ๊กที่เริ่มตระหนักมากขึ้นว่า ‘เฟซบุ๊กปลอดภัยจริงหรือ’ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของข่าวปลอมที่แทรกแซงเรื่องการเมือง รวมไปถึงข่าวใหญ่ที่มีผู้ใช้งานถูกล้วงข้อมูลไปกว่า 50 ล้านบัญชี สร้างคำถามตัวเบ้อเริ่มในการใช้งานแพลตฟอร์มดังกล่าว อีกทั้งเรื่องดราม่าที่เกิดจากการโพสต์ หรือคอมเมนต์มากเกินไป ก็ทำให้คนเลือกที่จะแชร์เรื่องราวของตัวเองน้อยลง ยิ่งส่งผลต่อ Engagement ที่ตกลงอย่างมากในปีที่ผ่านมา แต่ในขณะเดียวกัน Instagram Stories และ Twitter ได้รับความนิยมอย่างมากจากกลุ่มวัยรุ่น และ Gen Y โดยเฉพาะ Instagram Stories ที่เริ่มเพิ่มฟีเจอร์สใหม่ๆ ไม่ว่าจะเป็นโพล หรือการทำ Interactive Function ที่คนดูสามารถเล่นกับคนโพสต์ได้ นับเป็นการเปิดโอกาสในการสร้างเอ็นเกจเมนต์ใหม่ๆ ของแบรนด์ผ่านชาวดิจิทัลแทนที่จะทำบนเฟซบุ๊ก ซึ่งจะกลายเป็นพื้นที่ของกลุ่มคนสูงอายุ และกลุ่มลูกค้าที่เพิ่งเข้ามาใช้งานแทน สิ่งที่เกิดขึ้น และจะกลายเป็นเทรนด์ของปีหน้าคือ แบรนด์ที่คาดหวังกิจกรรมทางการตลาดอาจจะต้องกำหนดเป้าหมายใหม่ว่า หากจะสร้างเอ็นเกจเมนต์ต่อแบรนด์ให้มากขึ้น ช่องทางอย่างเฟซบุ๊กอาจจะไม่ใช่ช่องทางที่เหมาะสมอีกต่อไป การเปิดเสรี Non-Skip Ad จาก YouTube และโฆษณา Facebook Ad-Break จะเป็นตัวเร่งให้ประเทศไทย เข้าสู่ช่วงเริ่มต้นของการเป็น Ad-Block Country (ประเทศที่มีการใช้ตัวบล็อกโฆษณาในปีหน้า) จากข่าวที่ ยูทูบเตรียมเปิดให้พาร์ตเนอร์และผู้ผลิตคอนเทนต์ทุกรายสามารถเปิดรับโฆษณาชนิดกดข้ามไม่ได้จากยูทูบ เพื่อสร้างรายได้เพิ่มขึ้น อาจเป็นตัวเร่งกิริยาของ Ad Block ในประเทศไทยให้เพิ่มมากขึ้น จะยิ่งทำให้นักการตลาดทำงานยากมากขึ้นในการเข้าถึงผู้บริโภคผ่านโฆษณาออนไลน์ และอาจจะต้องหาวิธีการใหม่ๆ ที่มากกว่าการทุ่มเงินซื้อโฆษณา ผ่านเฟซบุ๊กและยูทุบ (ปัจจุบันจำนวน % ของคนใช้โปรแกรมปิดโฆษณาอยู่ที่ 6% และประเทศที่ใช้เยอะสุดอย่างอินโดนีเซีย อยู่ที่ 58%) ซึ่งอีกประเด็นที่จะทำให้เรื่องนี้กลายเป็นปัญหาระดับชาติของทุกแบรนด์และบรรดา Publishers คือการที่บริการ AdBlock Application ถูกพัฒนาให้ปลอดจากภัยไวรัสแฝงมัลแวร์ และมีการกระจายต่อของผู้ใช้งานจริงเป็นวงกว้าง การสร้างแบรนด์บนยุคดิจิทัลในปีหน้า คือการพูดให้เป็นมนุษย์ และทำให้ได้ตามสัญญา ในปีที่แล้วเราพูดถึงความจริงใจและความโปร่งใส คือการสร้างแบรนด์ในยุคที่คนพูดคุยกัน เข้าถึงกัน ดังนั้นปีที่ผ่านมาเราจึงเห็นโฆษณาจำนวนมาก มีความ ‘เป็นมนุษย์’ มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการขายโต้งๆ ว่านี่คืองานโฆษณานะ เอาลูกค้ามาเล่นในโฆษณา หรือการมองมุมใหม่ของโลชั่น แชมพู ยาสระผม ที่สร้างคุณค่าบนความ ‘จริง’ Photo: Colin Kaepernick / twitter แต่ในขณะเดียวกัน เมื่อทุกคนต่างมุ่งมาทางความจริงใจในการสร้างแบรนด์ สิ่งที่จะเป็นเทรนด์ หรือยกระดับแบรนด์ขึ้นมาคือ การ ‘ทำ’ ให้ได้ตามสัญญา หรือทำให้ได้ตามจุดขายที่เราสื่อออกไป ยกตัวอย่างแคมเปญที่ผมมองว่า นี่คือการสร้างแบรนด์ที่แท้จริงในยุคนี้อย่าง Nike กับโฆษณาของ Colin Kaepernick ที่มาพร้อมความเชื่อที่ยิ่งใหญ่ อย่างคำที่ว่า ‘จงเชื่อในบางสิ่ง แม้มันจะหมายถึงการเสียสละทุกสิ่ง’ ซึ่ง Nike หยิบเอาคนอย่าง เคเปอร์นิก ที่เริ่มการต่อต้านเชิงสัญลักษณ์กับประเด็นการกระทำที่ไม่ชอบธรรมต่อคนผิวสีของตำรวจ ด้วยการคุกเข่าระหว่างการเคารพเพลงชาติอเมริกาในเกม NFL จนเกิดกระแสบอยคอตและถูกสั่งแบนจากการแข่งขันมาเป็นตัวแทนของความเชื่อ ทั้งๆ ที่แบรนด์รู้อยู่แล้วว่าจะเกิดปัญหาตามมาเป็นอย่างมากหากแบรนด์เลือกประเด็นละเอียดอ่อนนี้มาเล่น แต่ Nike ก็ทำ และเกิดกระแสไม่พอใจอย่างมากจนหุ้นร่วง แต่ทว่าไม่กี่วันถัดมายอดขายออนไลน์กลับพุ่งสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ เพราะคนรุ่นใหม่ และกลุ่มคนที่ยอมรับในความหลากหลายทางเชื้อชาติและวัฒนธรรมส่วนใหญ่กับเห็นด้วยในการกระทำที่กล้าหาญนี้ ที่ทำตามความเชื่อโดยไม่กลัวยอดขายตกลงอย่างแท้จริง กลายเป็นแรงสนับสนุนชั้นดีของแบรนด์และนี่คือการสร้างแบรนด์แบบใหม่ในปีหน้านี้ Evolution of influencer: ยุค Influencer ปรับตัวเพื่ออยู่รอด ดาราสร้างคอนเทนต์เอง การคัดกรอง และฟองสบู่ของ Micro Influencer รวมถึงการมองนอกเหนือจากธุรกิจสู่ความสัมพันธ์แบบยั่งยืน Influencer Marketing เป็นอีกหนึ่งเทรนด์ที่มีทุกปีแต่ก็เปลี่ยนไปตามสถานการณ์ทุกปี และในปีนี้เทรนด์ที่มาแรงมากที่สุด คือการที่อินฟลูเอนเซอร์ระดับเซเลบริตี้ลงมาสร้างช่องทางของตัวเอง อย่างเช่น This is Me, VATANIKA หรือ เจ้าป่าเข้าเมือง ซึ่งสาเหตุหลักๆ หนีไม่พ้นการลงทุนในการสร้าง Owned Media Channel เพื่อติดต่อกับแฟนๆ ของตัวเอง และเพื่อทำให้ตัวเองกลับมาอยู่ในกระแสตลอดเวลา ในยุคที่มีรายการที่มีอินฟลูเอนเซอร์และเรื่องอื่นๆ มาคอยแย่งเวลาของคนในดิจิทัลไปหมด หากเซเลบริตี้นั่งรอรายการเรียกตัวไปออก หรือรอบทละครดีๆ เข้ามาก็คงไม่ทันโลกที่หมุนเร็วแบบนี้ การสร้างรายการของตัวเองผ่านแพลตฟอร์มโซเชียล คือทางเลือกที่ดีที่สุดในการทำให้ตัวเองกลับมามีผู้ติดตาม และอยู่ในกระแสอีกครั้ง อีกประเด็นหนึ่งคือ ปีนี้ Micro Influencer คือเทรนด์ที่เกิดขึ้นและแบรนด์ต่างหันมาใช้งานกันมากที่สุด แต่สิ่งที่จะตามมาคือ แบรนด์ยังคงใช้แนวคิดแบบผลัก Message แต่แทนที่จะใช้อินฟลูเอนเซอร์ตัวใหญ่ จะกลับมาใช้อินฟลูเอนเซอร์ตัวเล็กในจำนวนมากแทน โดยใช้ #Hashtag เดียวกัน โพสต์แบบเดียวกัน และสุดท้ายก็กลับไปในจุดที่หลายแบรนด์กำลังใช้งานอินฟลูเอนเซอร์แบบบิลบอร์ดมากกว่าจะเป็นผู้มีอิทธิพลทางความคิดที่แท้จริง สุดท้ายแล้วราคาที่จ่ายไปกับสิ่งที่ได้มาไม่สอดคล้องกัน กลายเป็นฟองสบู่ที่แบรนด์อาจจะเลิกใช้ และอินฟลูเอนเซอร์อาจจะได้งานยากขึ้นถ้าไม่ลดราคา ดังนั้นในปี 2019 จะเกิดการคัดกรอง Quality Influencer มากขึ้นไม่ว่าจะเป็นระดับ Macro หรือ Micro ที่ทำงานเชิง Branded Content เป็น และการได้ทำงานกับแบรนด์ที่เข้าใจการใช้งาน และใช้ Micro Influencer อย่างถูกต้องเท่านั้น จึงจะได้ผล สุดท้ายคืออินฟลูเอนเซอร์ที่อยู่มานานจนกลายเป็นสื่อใหม่ทรงอิทธิพลจะเริ่มเรียกร้องหาความจริงใจ และความสัมพันธ์อย่างยั่งยืนจากแบรนด์มากกว่าความสัมพันธ์เชิงธุรกิจอย่างเดียว การโฆษณาโดยการจ่ายเงินและบังคับให้ลงตามต้องการ จะทำให้อินฟลูเอนเซอร์เป็นกังวลเรื่องความน่าเชื่อถือและส่งผลต่อผู้ติดตามของตนเอง ยิ่งโดยเฉพาะทุกวันที่มีอินฟลูเอนเซอร์หน้าใหม่มาแรงมากขึ้น การสร้างคอนเทนต์เชิงโฆษณาแบบขายของ จึงต้องการการทำงาน ‘ร่วมกันกับแบรนด์’ มากกว่าเดิม ในปีหน้าการสร้างความสัมพันธ์และการทำงานร่วมกันระหว่างแบรนด์กับอินฟลูเอนเซอร์แบบใกล้ชิดต่อหนึ่งงาน คือสิ่งที่จะเกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ Emerging Experience แบบ VR มาจนได้ รอมานานสำหรับเทรนด์ VR ที่ถูกเขียนเป็นเทรนด์มาแล้ว 4-5 ปี แต่ไม่มาสักที ด้วยเหตุผลทางความพร้อมด้านเทคโนโลยีฮาร์ดแวร์และคอนเทนต์ มาวันนี้ผมคาดว่าปี 2019 จะเริ่มเห็นการใช้งาน Virtual Reality ในการตลาดและการสร้างคอนเทนต์มากขึ้น เมื่อราคาของ VR Glass เริ่มต้นที่ 300 กว่าบาท แทนที่จะเป็นราคา 1,000 บาทขึ้นไปและหาซื้อยาก ปัจจุบันก็มีร้านสะดวกซื้อเริ่มนำมาขายในราคานี้กันแล้ว รวมไปถึงคอนเทนต์ออนไลน์ก็สนับสนุนการแสดงผลผ่าน VR มากขึ้น เราอาจจะได้เห็นการใช้ VR ในการเสพคอนเทนต์ในบ้าน หรือ In-home Consumption มากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในปีหน้า และได้เห็นการนำ VR มาใช้ในงาน Event, Tradeshow มากขึ้นอีกจนอาจจะกลายเป็น New Normal สำหรับงาน Exhibition เลยก็ได้ แบรนด์หันมาเก็บข้อมูลด้วยตนเองมากขึ้น เพื่อนำไปประกอบกับข้อมูลจากแพลตฟอร์มอื่นๆ เพื่อการนำไปใช้งานอย่างแท้จริง (Data Activation) เราพูดถึงเรื่องของ Data Driven Marketing หรือ Big Data มาหลายปี แต่ยังไม่เห็นเป็นรูปธรรมมากนักในปีนี้ สาเหตุเพราะข้อมูลที่เราเก็บมาจากแพลตฟอร์มส่วนกลางมักไม่เพียงพอและก็ไม่ตรงตามต้องการ รวมไปถึงราคาก็แพงขึ้นเรื่อยๆ (ลองนึกภาพการนำข้อมูลจากเฟซบุ๊ก, กูเกิล, ยูทูบ มาวิเคราะห์เพื่อนำไปวางแผนการตลาด หรือใช้งานต่อ ทำได้ยากมากขึ้น) หรือบางแบรนด์มีข้อมูลลูกค้าอยู่แล้วแต่ถูกเก็บแยกกันและนำมาใช้งานไม่ได้ นั่นทำให้แบรนด์หลายๆ แบรนด์เริ่มหันมาลงทุนกับการเก็บข้อมูลจากระบบ Ecosystem ของตนเองที่ได้เริ่มลงทุนไปแล้วในปีที่ผ่านมา หรือมีการรวมศูนย์ข้อมูลเพื่อให้อยู่ในที่เดียวเพื่อการวิเคราะห์และนำมาประยุกต์ใช้ด้วยข้อมูลที่มีคุณภาพมากกว่าเดิม ข้อมูลเหล่านี้จะถูกนำไปใช้ในปลายทาง เพื่อสร้างเป็นแคมเปญ ผ่านช่องทางเช่น LINE Business CRM, Direct Marketing, Chatbot, Internet of Things, Ad Optimization หรือการทำ Data Visualization ซึ่งต่อไปจะเป็นเทรนด์ที่บริษัทที่มีความพร้อมจะนำมาใช้งานสร้างแคมเปญที่วัดผลได้ ใช้เงินอย่างมีประสิทธิภาพ และกลับเข้าสู่โจทย์ที่ต้องการได้อย่างแท้จริง ทดแทนการที่ต้องพึ่งการโฆษณาผ่านแพลตฟอร์มตัวกลาง เช่นบรรดาโซเชียลมีเดียตลอดเวลา ซึ่งในประเทศไทย ณ ปัจจุบันเริ่มมีเอเจนซีหรือบริษัทที่ปรึกษา หันมาทำสินค้าหรือบริการการจัดการวางแผนในส่วนนี้แล้ว อย่างเช่น บริษัท The Alchemist ในเครือ Rabbit Digital Group ถ้าไม่สร้างคอนเทนต์ ไม่สร้างสินทรัพย์ดิจิทัลของตัวเองปีนี้ ก็จะต้องจ่ายค่าโฆษณาแพงไปเรื่อยๆ ทุกปี ข้อสุดท้ายผมคงไม่ได้นับเป็นเทรนด์ แต่นับว่าเป็นสิ่งที่ต้องทำครับ เมื่อเราต่างก็พบว่า ราคาของสื่อโซเชียล ซึ่งเป็นสัดส่วนเยอะที่สุด ปรับตัวแพงขึ้นเพราะคนจ่ายมากขึ้น ในขณะที่คนเล่นเติบโตน้อยลง และมีตัวเลือกมากขึ้น แต่ทุกคนมีเวลาเท่าเดิม เทรนด์แบบนี้ยิ่งจะทำให้ทุกคนแย่งเวลากัน ผู้ชมเองก็มีทางเลือกในการเสพคอนเทนต์ที่ไร้โฆษณามากขึ้น ทำให้มีแนวโน้มจะเข้าสู่ Ad Block Country และคนไทยเองก็คงไม่ยอมจ่ายเงินเพื่อเข้าถึงคอนเทนต์ที่เคยได้มาฟรีแบบง่ายๆ ซึ่งแบรนด์จะลำบากมากขึ้นในการทำโฆษณาให้โดนใจ ทำคอนเทนต์ที่ดีมากพอที่คนจะคลิกอ่าน ดังนั้นปีหน้าไม่ใช่เทรนด์ แต่จะเป็นปีที่แบรนด์ต้องตัดสินใจ ถ้าแบรนด์ไม่เริ่มลงทุนในแพลตฟอร์มของตัวเองตอนนี้ และวางแผนใช้งานอย่างจริงจังในระยะยาว แบรนด์นั้นจะติดกับการใช้งานแพลตฟอร์มดิจิทัลต่อไป และจะหมดอำนาจต่อรองในวันที่แพลตฟอร์มดังกล่าว ตัดสินใจ ‘ขึ้นค่าโฆษณา’ จนสุดท้าย ราคาที่จ่ายไปจะไม่คุ้มค่ากับสิ่งที่ได้รับมานั่นเอง จบไปแล้วกับ 9 เทรนด์ Digital Marketing ที่นักการตลาดควรต้องรู้และติดตามไว้ สำหรับเทรนด์ปีหน้าจะเป็นอย่างที่คาดการณ์ไว้หรือไม่ เรามาติดตามกันครับ แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ เทรนด์เป็นแค่แนวทางที่จะเกิด แต่การนำไปใช้ การมองให้ออกว่าเหมาะกับเราหรือไม่ และการลองทำไปก่อนคือสิ่งสำคัญกว่าครับ CR : THE STANDARD
23 ต.ค. 2018
พิธีวางพวงมาลาและถวายบังคม ณ พระบรมราชานุสาวรีย์ รัชกาลที่ 5 ศาลากลางจังหวัดพิจิตร เนื่องในวันคล้ายวันสวรรคตพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
พิธีวางพวงมาลาและถวายบังคม ณ พระบรมราชานุสาวรีย์ รัชกาลที่ 5 ศาลากลางจังหวัดพิจิตร เนื่องในวันคล้ายวันสวรรคตพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
วันที่ 23 ตุลาคม 2561 เจ้าหน้าที่ศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมภาคที่ 3 ร่วมพิธีทำบุญตักบาตร ณ วัดท่าหลวงพระอารามหลวง และพิธีวางพวงมาลาและถวายบังคม ณ พระบรมราชานุสาวรีย์ รัชกาลที่ 5 ศาลากลางจังหวัดพิจิตร เนื่องในวันคล้ายวันสวรรคตพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยมีนายวรพันธุ์ สุวัณณุสส์ ผู้ว่าราชการจังหวัดพิจิตร เป็นประธานในพิธี#ศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมภาคที่3
23 ต.ค. 2018
รับสมัครผู้ประกอบการที่สนใจเข้าร่วมขยายช่องทางการจำหน่ายสินค้า ผ่าน K PLUS Market บนแอปพลิเคชั่น K PLUS
รับสมัครผู้ประกอบการที่สนใจเข้าร่วมขยายช่องทางการจำหน่ายสินค้า ผ่าน K PLUS Market บนแอปพลิเคชั่น K PLUS
ศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมภาคที่ 3 กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม >>>รับสมัครผู้ประกอบการที่สนใจเข้าร่วมขยายช่องทางการจำหน่ายสินค้า ผ่าน K PLUS Market บนแอปพลิเคชั่น K PLUS โดยสามารถเชื่อมโยงผู้ซื้อและผู้ขายบนตลาดออนไลน์ที่มีลูกค้ารองรับ 8.4 ล้านราย SMEs ที่สนใจ สามารถส่งชื่อสถานประกอบการ ชื่อผู้ประกอบการ และเบอร์โทรที่ติดต่อได้ มาที่ศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมภาคที่ 3 ทุกช่องทางนะคะโทร 056-613161Line@ : https://line.me/R/ti/p/%40ajg4938tFacebook : https://www.facebook.com/DIPIPC3/ เงื่อนไขผู้สมัคร1.ร้านค้ามีใบจดทะเบียนพานิชย์ รูปแบบบุคคลธรรมดาหรือบริษัท2.สินค้ามี อย. มอก. สิทธิบัตรหรือจดลิขสิทธิ์ ตามกฏหมาย3.ร้านค้ามีบัญชีออมทรัพย์ของธนาคารกสิกรไทย4.ราคาสินค้าไม่เกิน 4,000 บาท5.ร้านค้าสามารถจัดส่งสินค้าได้ตามระยะเวลาที่ระบุไว้6.สินค้ามีรูปลักษณ์และบรรจุภัณฑ์สวยงาม ลิ้งค์ข่าว : "กสอ.จับมือแบงก์กสิกรไทยยกระดับเอสเอ็มอีขายออนไลน์ผ่าน K PLUS Market" https://mgronline.com/smes/detail/9610000078810
19 ต.ค. 2018