โทรศัพท์ 1358
Advanced Search

Category
ชำแหละ! สถานกาณ์ค้าปลีกระดับโลก แล้วสะท้อนค้าปลีกไทยได้อย่างไรบ้าง?
ชำแหละ! สถานกาณ์ค้าปลีกระดับโลก แล้วสะท้อนค้าปลีกไทยได้อย่างไรบ้าง?
ชำแหละ! สถานกาณ์ค้าปลีกระดับโลก แล้วสะท้อนค้าปลีกไทยได้อย่างไรบ้าง? มาดูสถานการณ์ธุรกิจค้าปลีกระดับโลกที่ยังมีการเติบโตเฉลี่ย 3.8% ในขณะที่ค้าปลีกออนไลน์โต 23% สะท้อนกลับมาที่ประเทศไทยที่มีการเติบโตต่ำที่สุดในอาเซียน มาจากปัจจัยอะไรบ้าง? สถานการณ์ค้าปลีกระดับโลก ภาพรวมรวมธุรกิจค้าปลีกโลกจากการศึกษา Global Power of Retailing 2018 Deloitte Touche Tohmatsu พบว่าในปี 2016 มีรายได้ 19.7 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ และคาดว่าน่าจะมีรายได้ถึง 22.8 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ในปี 2018 เป็นการเติบโตเฉลี่ยราว 3.8% มูลค่าค้าปลีกคิดเป็นสัดส่วนราว 31% ของมูลค่า GDP โลก และก่อให้เกิดการจ้างงานเป็นพันล้านคนทั่วโลก ค้าปลีกรูปแบบ Hypermart และ Supermarket ยังครองสัดส่วนถึง 35% ของค้าปลีกโดยรวม โดยมีประเทศสหรัฐอเมริกาเป็นผู้นำในฝั่งทวีปอเมริกาและยุโรป และประเทศจีนเป็นผู้นำในฝั่งเอเชียแปซิฟิค ค้าปลีกออนไลน์โดยรวมเติบโตเฉลี่ยถึง 23% ในช่วงปี 2012-2019 โดยคาดว่า ในปี 2019 ค้าปลีกออนไลน์ น่าจะมีสัดส่วนถึง 12% ค้าปลีกโดยรวม การเปลี่ยนแปลง Top 10 ค้าปลีกโลกระหว่างปี 2010 ถึง 2016 จากตารางจะเห็นว่า Wal-Mart ยังคงแข็งแกร่งครองอันดับหนึ่งมาตลอดกว่า 20 ปี แต่เมื่อพิจารณาอันดับเปรียบเทียบปี 2001 กับปี 2016 จะพบว่ามีห้างค้าปลีกเพียง 4 ห้างที่ติดอันดับ Top 10 ในปี 2001 ยังคงรักษาสถานะ Top 10 ในปี 2016 ไว้ได้ Amazon ซึ่งเป็นค้าปลีกออนไลน์เจ้าเดียวที่ทะยานจากอันดับที่ 157 ในปี 2001 มาติดอยู่อันดับ 6 ในปี 2016 ขณะเดียวกับค้าปลีกรูปแบบใหม่ที่กำลังมาแรงอย่าง Hard Discount และ Drug Store ก็ติดอันดับเข้ามาถึง 4 ห้างด้วยกัน ตารางนี้เป็นตารางแสดง Top 20 ค้าปลีกโลกในปี 2016 ซึ่งก็น่าสังเกตว่ามีห้างจากประเทศญี่ปุ่นติดอันดับ Top 20 ด้วยถึง 2 ห้างคือ ห้าง Aoen อันดับที่ 12 และห้าง Seven & I อันดับที่ 20 ค้าปลีกระดับอาเชียนเป็นอย่างไร? ขณะที่มูลค่าค้าปลีกโลกจาก Global Power of Retailing 2018 โดย Deloitte Touche Tohmatsuคาดว่าน่าจะมีรายได้ราว 22.8 ล้านล้านเหรียญสหรัฐในปี 2018 มูลค้าค้าปลีกอาเชียน 10 ประเทศรวมกันประมาณการณ์มีน่าจะมีรายได้ราว 1.5 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ (Economist Intelligence Unit, Figures for 2014 onwards are forecasts. Prior years are actuals or estimates.) โดยมูลค่าการบริโภคค้าปลีกไทย น่าจะราว 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐ เมื่อพิจารณาอัตราการเติบโตในช่วงปี 2011-2018 พบว่าอุตสาหกรรมค้าปลีกประเทศเวียดนาม มีอัตราการเติบโตสูงสุดถึง 12.7% ตามด้วยประเทศอินโดนีเซีย 9.4% ประเทศมาเลเซีย 9.2% และประเทศฟิลิปปินส์ 8.2% ตามลำดับ ส่วนที่มีการเติบโตที่ต่ำสุดก็เป็นอุตสาหกรรมค้าปลีกไทยซึ่งเติบโตเฉลี่ยเพียง 3.9% อุตสาหกรรมค้าปลีกไทยเติบโตเฉลี่ยเพียง 3.9% เพราะอะไร? ทศวรรษนี้เมื่อพูดถึงการเดินทางและการท่องเที่ยว ปัจจัยการตัดสินใจพิจารณาเลือกสถานที่เดินทางได้เปลี่ยนไปจากเดิมไปมาก การช้อปปิ้งกำลังเป็นกระแสหลักของการท่องเที่ยวและเป็นสัดส่วนที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยยะมากขึ้นเรื่อยๆ จากการศึกษา พบว่าการท่องเที่ยวเชิงพาณิชย์ (Shopping Tourism) มีผลทำให้การใช้เวลาของนักท่องเที่ยวยาวนานขึ้น และการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้ใช้จ่ายมากกว่า นักท่องเที่ยวเพื่อพักผ่อนหย่อนใจ (Leisure Tourists) 3-4 เท่า ทุกประเทศในอาเชียนต่างก็พยายามกระตุ้นการค้าปลีกภายในประเทศด้วยนโยบายการท่องเที่ยวเชิงการบริโภค อาทิ ประเทศมาเลเซีย “Truly Asia” ประเทศอินโดนีเซีย “Wonderful Indonesia” ประเทศฟิลิปปินส์ “It’s more fun the Philippines” และ ประเทศเวียดนาม “Vietnam Timeless Charm” ส่งผลให้การเติบโตของอุตสาหกรรมค้าปลีกเติบโต 8-12% ขณะที่ประเทศไทย “Amazing Thailand” เติบโตเพียง 3.8% หากภาครัฐต้องการกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศให้มีอัตราการเติบโตแบบยั่งยืน ควรมีมาตรการสนับสนุนการจับจ่ายของนักท่องเที่ยว และเพิ่มศักยภาพในการแข่งขัน ด้วยการดึงดูดนักช้อปจากทั่วโลกมาเที่ยวประเทศไทยและต้องกำหนดยุทธศาสตร์ให้ประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทางของการท่องเที่ยวและจับจ่ายใช้สอย เพราะหากมองในด้านศักยภาพของความพร้อมของประเทศไทย ถือเป็นประเทศที่มีความพร้อมด้านการท่องเที่ยวมากกว่าประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคอาเซียน ประเทศไทยมีแต่ฤดูการท่องเที่ยว แต่ยังไม่มีฤดูกาลช็อปปิ้ง จากข้อมูลของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ระบุว่า นักท่องเที่ยวที่เดินทางมาท่องเที่ยวประเทศไทยใช้จ่ายเงินวันละ 4,000 กว่าบาทต่อคน และใน 4,000 บาท ประกอบด้วยค่าโรงแรม ค่าอาหาร เป็นส่วนใหญ่ ในจำนวนนี้มีค่าช้อปปิ้ง 1,200-1,500 บาทเท่านั้น หากเราสามารถโอกาสเพิ่มโอกาสให้นักท่องเที่ยวมีทางเลือกจับจ่ายใช้สอยมากกว่าที่ควรจะเป็น อย่าคิดว่านักท่องเที่ยวเดินทางมาประเทศไทยเพื่อมาดูวัฒนธรรม หรือปูชนียสถาน หรือดูอะไรก็ตาม เพราะสิ่งเหล่านี้มาดูครั้งเดียวก็เลิก ไปดูที่ประเทศอื่นๆ ต่อ แต่สิ่งที่จะจูงใจให้นักท่องเที่ยวมาประเทศไทยมาซ้ำ คือ การช็อปปิ้ง หากนักท่องเที่ยวมีเวลาน้อยก็ “ช้อปปิ้ง” ความฝันของรัฐบาลที่จะผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นสวรรค์แห่งการช้อปปิ้ง (Thailand Shopping Paradise) ยังห่างไกลจากความเป็นจริง แม้ว่าจำนวนนักท่องเที่ยวจะเพิ่มขึ้นมหาศาลและสร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำให้กับประเทศ แต่สิ่งที่เห็นการเติบโตของอุตสาหกรรมค้าปลีกเฉลี่ยต่ำสุดเมื่อเทียบกับประเทศในอาเชียนด้วยกัน มองอุตสาหกรรมค้าปลีก-ค้าส่งในปัจจุบันและอนาคต ปัจจุบันตลาดการบริโภคค้าปลีกในไทยมีมูลค่าราว 3.6 ล้านล้านบาทในปี 2017 ซึ่งสามารถแบ่งโครงสร้างค้าปลีกค้าส่งไทยในสถานการณ์ปัจจุบันได้เป็น 3 แถว ดังนี้ แถว 1 เป็น Modern Chain Store ซึ่งการรวมศูนย์การบริหารจัดการอยู่ในกรุงเทพเป็นหลัก ซึ่งน่าจะมียอดขายเป็นสัดส่วนราว 32% ของมูลค่าการบริโภคค้าปลีกค้าส่ง ด้วยการเติบโตในช่วงหลายปีที่ผ่านมาค่อนข้างต่ำเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านซึ่งเติบโตเป็นสองหลัก ห้างค้าปลีกค้าส่งในแถวหนึ่ง ส่วนใหญ่จึงได้กำหนดยุทธศาสตร์มุ่งเน้นการขยายสู่ประเทศเพื่อนบ้าน CMLV เป็นหลัก การขยายสาขาในประเทศคงไม่มุ่งเน้นเหมือนอย่างที่ผ่านๆ มา อาทิ กลุ่มเซ็นทรัลที่มุ่งเน้นไปลงทุ่นในเวียดนาม, โฮมโปรก็ขยายสาขาถึง 6 สาขาในประเทศมาเลเซีย, Index Living Mall ก็ไปทั้งมาเลเซีย อินโดนีเซียและฟิลิปปินส์, Big C ภายใต้การบริหารโดยกลุ่ม BJC ก็เตรียมเปิดในประเทศลาวและเวียดนาม, Makro ก็ขยายไปประเทศกัมพูชาเป็นต้น แถวสอง ก็จะเป็นค้าปลีกค้าส่งที่กำลังพัฒนาในต่างจังหวัด ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้นำค้าปลีกค้าส่งในจังหวัดตัวเองเป็นหลัก ที่มีการขยายสาขา และมียอดขายต่อบริษัทระหว่าง 1000 – 5000 ล้านบาทต่อปี อาทิ ตั้งหงี่สุ่น อุดร, ยงสงวน อุบล, ธนพิริยะ เชียงราย, เซนโทซ่า ขอนแก่น, สล โฮลเซล สกลนคร, ร้อยเอ็ดไฮเปอร์มาร์ท, ซุปเปอร์ชีพ ภูเก็ต, สหไทย นครศรีธรรมราช, ห้างทวีกิจ บุรีรัมย์, ห้างมาร์เธ่อร์ ที่กระบี่, ห้าง Do Home ที่มีฐานที่อุบล เป็นต้น ซึ่งมีราว 350-500 บริษัท และมีน่าจะมียอดขายเป็นสัดส่วนราว 12-15% ของมูลค่าการบริโภคค้าปลีกค้าส่ง สำหรับค้าปลีกค้าส่งในแถวสองนี้ ที่ผ่านสมรภูมิการปรับตัวต่อสู้กับแถวบนมาในช่วงสิบห้าปีที่ผ่านมา เริ่มเรียนรู้และปรับเปลี่ยนการบริหารจัดการสมัยใหม่ และพร้อมจะเติบโต ขยายสาขาออกนอกจังหวัดนอกอำเภอ และจะกลายเป็นผู้นำค้าปลีกค้าส่งในแต่ละท้องถิ่น ส่วนแถวที่สาม ซี่งมีสัดส่วนราว 53-55% ของมูลค่าการบริโภคค้าปลีกค้าส่ง ส่วนใหญ่เป็นร้านค้าอิสระขนาดเล็กถ้าจะมีสาขาก็ไม่เกิน 2-3 สาขา ที่เราเรียกกันว่า ร้านขายของชำ ร้านโชห่วย ซึ่งก็ไม่ได้ล้มหายตายจากอย่างที่ภาครัฐเข้าใจอย่างผิดๆ ประมาณการณ์จำนวนร้านค้าในแถวสามนี้น่าจะมีราว 2.5-3.0 แสนร้านค้าที่มีหน้าร้านเป็นที่เป็นทางและอีกราว 2 แสนที่เป็นลักษณะเพิงและมุมขายของ ค้าปลีกสู่แพลตฟอร์ม Omni Channel 5-6 ปีก่อน ใครๆ ก็บอกว่าธุรกิจค้าปลีกที่มีหน้าร้าน Brick and Mortar กำลังจะกลายเป็นอดีต ส่วนธุรกิจ E-Commerce คือ อนาคต แต่มาถึงวันนี้ นักธุรกิจและนักเทคโนโลยีหลายคน เริ่มมองว่า E-Commerce เองก็กำลังจะกลายเป็นอดีตเช่นกัน ส่วนอนาคตที่กำลังจะมาถึงอย่างรวดเร็ว คือ โมเดลธุรกิจใหม่ที่เรียกกันว่า E Business (รูปธรรมของ E Business ที่เรารู้จักกันดีก็คือ O2O หรือ Omni Channel) ซึ่งเป็นการเชื่อมห้างร้านในโลกออฟไลน์เข้ากับเทคโนโลยีโลกออนไลน์อย่างลงตัว ด้านหนึ่งก็สามารถใช้ประโยชน์จากความสะดวกสบายในการจับจ่ายใช้สอยสินค้าและชำระเงินออนไลน์ รวมทั้งสามารถเก็บข้อมูลผู้บริโภคมหาศาล ส่วนอีกด้านหนึ่ง ก็สามารถใช้จุดแข็งของห้างร้านที่มีสินค้าจริงให้คนได้สัมผัสและทดลอง รวมทั้งยังเป็นพื้นที่สำหรับเดินเล่นหรือนัดพบสังสรรค์กับเพื่อนได้ด้วย การขยายช่องทางจำหน่ายจากหน้าร้านหรือที่เรียกว่า Offline สู่ Online การค้าช้อปออนไลน์ จึงเป็นสิ่งที่ผู้ประกอบการค้าปลีกที่มีหน้าร้าน Offline ไม่สามารถอยู่นิ่งเฉยได้ การปฏิวัติการช้อปปิ้งสมัยใหม่ที่เป็นการนำการค้าการขายแบบร้านดั้งเดิม หลอมรวมให้เป็นเนื้อเดียว กับการค้าการขายแบบออนไลน์ ในรูปแบบที่ไร้รอยต่อ Seamless โดยมุ่งเน้น เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับลูกค้า หรือที่ศัพท์สมัยใหม่เรียกว่า Omni Channel จึงได้เริ่มต้นขึ้น ทิศทางการแข่งขันของธุรกิจค้าปลีก กำลังก้าวสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ จากเดิมที่เน้นการทำแบบ Mass Marketing หันมาโฟกัสเป็นเฉพาะกลุ่มลูกค้าตัวจริงของตัวเอง หรือเป็นการทำตลาดแบบตัวต่อตัว (one by one) ซึ่งทางแต่ละผู้ประกอบการจะต้องนำเสนอแคมเปญและโปรโมชั่นให้ตรงกับความต้องการของลูกค้าเฉพาะคน แต่ปัจจัยที่จะทำให้การตลาดรูปแบบนี้ประสบความสำเร็จ สิ่งสำคัญที่สุด คือ ระบบไอทีหลังบ้าน ที่จะต้องมีความแข็งแกร่ง ซึ่งจะต้องรองรับการเก็บข้อมูลมหาศาล และต้องนำออกมาใช้ประโยชน์ได้ง่าย การลงทุนระบบ “บิ๊กดาต้า” (Big Data) และระบบ “คลาวด์ คอมพิวติ้ง” (cloud Computing) ว่ากันว่าเป็นระดับหลักพันล้านบาทเลยทีเดียว ที่มา : brandinside.asia
05 ก.ย. 2018
VTR แนะนำศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมภาคที่3
VTR แนะนำศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมภาคที่3
มาทำความรู้จักกันแบบจริงจังดีกว่า"ศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมภาคที่3"ให้อะไรเจ๋งๆกับคุณบ้าง https://www.youtube.com/watch?v=FQcJxfKEwls&t=1s #ศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมภาคที่3
03 ก.ย. 2018
3 เทรนด์ ผู้บริโภคที่แบรนด์ไม่ควรมองข้าม ในยุคที่ใครๆ ก็อยากมีชีวิตที่ดีขึ้น
3 เทรนด์ ผู้บริโภคที่แบรนด์ไม่ควรมองข้าม ในยุคที่ใครๆ ก็อยากมีชีวิตที่ดีขึ้น
3 เทรนด์ ผู้บริโภคที่แบรนด์ไม่ควรมองข้าม ในยุคที่ใครๆ ก็อยากมีชีวิตที่ดีขึ้น ผลสำรวจของบริษัทวิจัยการตลาดระดับโลกอย่างมินเทล (MINTEL) ประเทศสิงคโปร์ ระบุว่า ผู้บริโภคชาวไทยกำลังมองหาวิธีที่จะปฏิวัติตนเองให้ดีขึ้นกว่าเดิม จากการสำรวจกลุ่มผู้ใช้งานอินเตอร์เน็ตจำนวน 1,500 ราย อายุตั้งแต่ 16 ปีขี้นไป ตามเมืองใหญ่ทั่วประเทศ ในช่วงเดือนพฤษภาคม 2018 ที่ผ่านมา พบว่า ผู้บริโภค 4 ใน 5 หรือ 79% ต้องการมีโภชนาการที่ดีขึ้นในปี 2018 ขณะที่ 3 ใน 4 หรือ 76% อยากมีชีวิตสมดุล และ 73% ตั้งใจจะหันมาออกกำลังกายให้มากขึ้น “จำนวนรายได้ที่เพิ่มมากขึ้น และการขยายตัวของเมือง ทำให้ผู้บริโภคในประเทศไทยเริ่มหันมาใส่ใจสุขภาพของตัวเองและดูแลตัวเองในมิติต่างๆ กันมากขึ้น โดยมีเป้าหมายสำคัญไปสู่การเป็นคนใหม่ที่ดียิ่งขึ้น หรือกลายเป็น Better Version ของตัวเอง ทำให้เกิดเป็นกระแสในการดูแลตัวเองในหลายๆ ด้าน รวมทั้งมีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมบางอย่างเพื่อทำให้เป็นผลดีต่อตัวเองมากขึ้น ทั้งในเชิงสุขภาวะร่างกาย อารมณ์และสุขภาพจิตใจ ซึ่งผู้บริโภคชาวไทยไม่เพียงแต่หันหลังให้พฤติกรรมเสี่ยงต่างๆ ในอดีต แต่กลับเริ่มหันมาใส่ใจในเรื่องของการบริโภคมากขึ้น และเริ่มมีความตระหนักมากยิ่งขึ้นต่อสิ่งที่กำลังจะรับประทานเข้าไปหรือการดูแลร่างกายต่างๆ” ข้อมูลจาก มร. เดลอน หวัง Trends Manager มินเทล เอเชียแปซิฟิก พร้อมฉายภาพเพิ่มเติมว่า จากการสำรวจมีแนวโน้มว่า คนไทยเกือบครึ่งหนึ่ง หรือราว 48% ตั้งใจที่จะเริ่มปฏิวัติวิถีการบริโภคของตัวเองในอีก 12 เดือนข้างหน้า เพื่อให้มีสุขภาพที่ดีขึ้น โดยในกลุ่มผู้บริโภคเหล่านี้มีถึง 90% ที่ระบุว่า จะรับประทานผลไม้รวมถึงผักต่างๆให้มากขึ้น ขณะที่อีก 53% วางแผนที่จะลดการบริโภคเนื้อสัตว์ รวมทั้ง 45% ที่ตั้งใจจะใช้ชีวืตตามแนวทางแบบชีวจิตร หรือมังสวิรัติ 3 เทรนด์สำคัญ โอกาสของแบรนด์ เป้าหมายและความตั้งใจของผู้บริโภคคนไทยที่เห็นได้จากการสำรวจในครั้งนี้ สอดคล้องไปในทิศทางเดียวกับทั่วโลก และทำให้มองเห็นโอกาสและเทรนด์สำคัญ ที่เป็น Effect จากการที่ผู้บริโภคมีความต้องการทั้งในการบริโภค หรือช่วยอำนวยความสะดวก เพื่อให้สามารถไปสู่เป้าหมายในการเป็นคนที่ดีกว่าเดิม ไม่ว่าจะเป็นการเลือกบริโภคผลิตภัณฑ์ต่างๆ ที่มีส่วนผสมจากวัตถุดิบที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ หรือมีส่วนผสมจากธรรมชาติ การเลือกช่องทางสื่อสารที่จะทำให้สามารถได้รับรู้ข้อมูลข่าวสารต่างๆ ที่เป็นประโยชน์ตามต้องการ หรือการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่ช่วยลดความเสี่ยงทางด้านสุขภาพทั้งกายและใจลง ขณะที่ฟากของผู้ประกอบการหรือแบรนด์ต่างๆ สามารถนำข้อมูลจากการวิจัยครั้งนี้ เพื่อนำไปเป็นข้อมูลในการผลิตสินค้าหรือบริการต่างๆ เพื่อให้สอดคล้องกับสิ่งที่ผู้บริโภคกำลังมองหาและมีความต้องการ โดยมองเห็น 3 เทรนด์สำคัญ ที่จะเป็นประโยชน์ต่อแบรนด์ต่างๆ เมื่อคำนึงถึงปัจจัยต่างๆ เหล่านี้ในการนำเสนอสินค้าและบริการให้กับผู้บริโภค เพื่อมีโอกาสที่จะเป็นทางเลือกกับผู้บริโภคในปัจจุบันได้ดีมากยิ่งขึ้น โดยทั้ง 3 เทรนด์ใหญ่ ที่ทางมินเทลนำเสนอเพื่อเป็นโอกาสสำหรับแบรนด์ในการผลิตสินค้าและบริการต่างๆ เพื่อพิชิตใจผู้บริโภคคนไทยได้มากขึ้นนี้ ประกอบด้วย 1. Customization : ผู้บริโภคชาวไทยถวิลหาความพิเศษเฉพาะบุคคล ข้อมูลจากงานวิจัยครั้งนี้พบว่า การออกแบบสินค้าหรือบริการเฉพาะบุคคล จะเป็นกุญแจสำคัญในการบริโภค และยังนำมาซึ่งความรู้สึกนึกคิดเชิงบวกต่อชีวิตประจำวันเช่นเดียวกัน ขณะที่เริ่มมองเห็นรูปแบบในการออกแบบสินค้าและบริการที่เป็น Customization ในสินค้าที่อยู่ในชีวิตประจำวันเพิ่มมากขึ้น จากที่ก่อนหน้านี้จะอยู่ในกลุ่มสินค้า Luxury เป็นส่วนใหญ่ โดยปัจจัยนี้ติดอยู่ใน 1 ใน 5 ปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภคในยุคนี้มากที่สุดด้วย โดยพบว่า จำนวน 41% ของกลุ่มตัวอย่าง หรือ 2 ใน 5 ของผู้บริโภคคนไทยในเมืองใหญ่ พึงพอใจกับแบรนด์ที่ทำให้พวกเขามีโอกาสในการเลือกสินค้า และบริการที่เหมาะกับเขาจริงๆ ไม่ว่าจะเป็นสินค้าหรือบริการ โดยจะมองว่าสินค้าเหล่านี้ตอบโจทย์และคุ้มค่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มสินค้าประเภทอาหาร ที่ปัจจัยในเรื่องนี้มีผลต่อการตัดสินใจถึง 67% ตามมาด้วยสินค้าสุขภาพหรือฟิตเนส ที่ 63% ส่วนในกลุ่มสินค้าด้านความสวยความงาม พบว่าจำนวนถึง 51% ชอบให้สินค้าและบริการออกแบบเฉพาะเจาะจงกลุ่มผู้บริโภคที่หลากหลาย เช่นเดียวกันกับสินค้าประเภทความสวยงามรวมทั้งกลุ่ม Personal Care ด้วย ขณะที่ปัจจัยสำคัญที่ผู้บริโภคจะคำนึงถึงในการซื้อสินค้าที่ต้องใช้ในชีวิตประจำวัน พบว่า 63% มุ่งเน้นการซื้อสินค้าคุณภาพ, 48% ผู้บริโภคเลือกซื้อสินค้าที่ความสะดวก, 38% เลือกซื้อที่ราคา, 37% จะดูที่ความทนทาน และมีผู้บริโภคถึง 29% ที่เลือกซื้อสินค้าที่ถูกออกแบบมาเฉพาะกลุ่มบุคคล หรือ Customization นั่นเอง 2. Technology & Digital : การบริโภคยุคดิจิทัล โลกดิจิทัลเข้ามามีบทบาทสำคัญในการวางกรอบแนวคิดในเรื่องของการบริโภคข้อมูลข่าวสาร และสร้างอิทธิพลต่อผู้บริโภคชาวไทย โดยงานวิจัยของมินเทลระบุว่า 63% ของผู้บริโภคชาวไทยเลือกซื้อสินค้าและบริการที่เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพจากข้อมูลออนไลน์เป็นหลัก ในขณะที่มากกว่าครึ่ง หรือ 54% เลือกซื้อตามอิทธิพลของสังคมออนไลน์ โซเชียลมีเดียหรือตามบล็อกเกอร์ นอกจากนั้น อีก 59% ระบุว่าสินค้าประเภทความสวยความงามได้รับอิทธิพลมาจากสังคมออนไลน์และบล็อกเกอร์มากที่สสุด และท้ายที่สุด 56% ระบุว่าพวกเขาค้นหาข้อมูลผ่านออนไลน์ และการ Search Engine แต่ถึงแม้ว่าโลกออนไลน์จะเป็นช่องทางสำคัญที่ผู้บริโภคจะเข้าไปหาข้อมูลต่างๆ ที่ต้องการหรือมีความสนใจได้ด้วยตัวเอง แต่จำนวนข้อมูลที่มีอยู่อย่าง Overload ทำให้ผู้บริโภคไม่สามารถเลือกข้อมูลที่ถูกต้องหรือดีที่สุดได้ จึงโอกาสของแบรนด์ที่จะเข้าไปทำหน้าที่ในการ Guide หรือให้คำปรึกษา แนะนำข้อมูลต่างๆ ที่ถูกต้องแก่ผู้บริโภค ซึ่งเป็นโอกาสที่แบรนด์จะสามารถเข้าไป Connect กับผู้บริโภคได้เป็นอย่างดี “สินค้าประเภทติดตามข้อมูลสุขภาพไม่ว่าจะเป็นกลุ่ม Wearable Tech หรือ Health Tracking ต่างๆ ที่สามารถติดตามข้อมูลเกี่ยวกับสุขภาพของผู้สวมใส่ได้ จะกลายมาเป็น Key Player ของตลาดในอนาคต และสามารถเป็นตัวช่วยในเรื่องการออกแบบสินค้าที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคได้ดียิ่งขึ้น โดยคาดว่าอีกไม่นาน ระบบข้อมูลต่างๆ เหล่านี้จะเชื่อมโยงถึงกันและไม่เพียงแต่จะช่วยนักการตลาดเท่านั้น แต่ผู้บริโภคเองก็เก็บข้อมูลของตัวเองได้ด้วย เนื่องจากอุปกรณ์เหล่านี้เป็นเครื่องมือสำคัญ ที่ทำให้ผู้บริโภคเข้าใจคุณภาพการทำงานของระบบต่างๆ ในร่างกาย และมีส่วนในการชวยปรับเปลี่ยนพฤติกรรมต่างๆ เพื่อทำให้สุขภาพโดยรวมเป็นไปในทิศทางที่ดีขึ้น ซึ่งตามข้อมูลงานวิจัย พบว่า 39% ของกลุ่มผู้บริโภคในประเทศไทยที่เริ่มใช้งานอุปกรณ์เหล่านี้อยู่ในครัวเรือน และเป็นเจ้าของใช้งานเอง” 3. Natural Takeover : การรักษาสมดุลย์ตามธรรมชาติ ในภาพรวม ผู้บริโภคชาวไทยปรารถนาที่จะมีคุณภาพชีวิตและมีสุขภาพที่ดีขึ้น แต่นิยามของการมีสุขภาพดี สำหรับพวกเขาในวันนี้ นักวิจัยของมินเทล เน้นย้ำว่า 67% ของผู้บริโภคชาวไทยให้นิยามว่า คือ “อาหารที่ดี” ซึ่งประกอบด้วยวัตถุดิบที่เป็นธรรมชาติ, ขณะที่ 61% บอกว่าต้องมีไขมันต่ำ, 56% มองว่าต้องเป็นสินค้าออแกนิกส์, 55% ระบุว่าต้องมีแคลอรีต่ำ, 54% ระบุว่าต้องมีปริมาณน้ำตาลน้อย นอกจากนี้ ยังพบว่าผู้บริโภคมากกว่าครึ่ง หรือ 53% พยายามหลีกเลี่ยงไขมันอิ่มตัว และ 43% เลือกที่จะไม่บริโภคน้ำตาลขัดสี ขณะที่ 33% ระมัดระวังการบริโภคเหลือ และเนื้อแดงที่อาจมีสารเคมีปนเปื้อน เป็นต้น “มีรายงานว่าบริษัทผู้ผลิตสินค้าประเภท อาหาร เครื่องดื่ม ผลิตภัณฑ์ส่วนบุคคล และความงาม ต่างเริ่มตระหนักดีถึงความต้องการของผู้บริโภคในการเลือกใช้สินค้าที่มีความเป็นธรรมชาติ สอดคล้องกับข้อมูลของ Mintel Global New Products Database (GNPD) ที่พบว่า 41% ของผลิตภัณฑ์ในกลุ่มดังกล่าวข้างต้น ที่ทยอยเปิดตัวในตลาดประเทศไทยเมื่อช่วงปีที่ผ่านมา ส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มที่มีส่วนผสมของธรรมชาติ และมีสัดส่วนสินค้าในกลุ่มนี้เติบโตเพิ่มขึ้นมากกว่าปี 2010 อยู่ถึง 34%” นอกจากนี้ ยังพบพฤติกรรมผู้บริโภคชาวไทยเริ่มค่อยๆปรับการบริโภคมาเป็นการเลือกรรับประทานพืชผักต่างๆ เพิ่มมากขึ้น และลดการบริโภคเนื้อสัตว์ลง 76% โดยส่วนใหญ่ระบุว่าพวกเขาเลือกรับประทานโปรตีนจากพืช อย่างเช่น ผักใบเขียว และถั่ว มากกว่าการบริโภคโปรตีนจากสัตว์ที่มาจากเนื้อสัตว์ หรือไข่ ในขณะที่มากกว่า 55% เห็นด้วยว่า โปรตีนจากพืชนั้นเยี่ยมยอดกว่าโปรตีนจากสัตว์ “พฤติกรรมต่างๆ ที่เกิดขึ้นของผู้บริโภคคนไทย จะเป็นโอกาสสำหรับบริษัทต่างๆ ในการปรับกระบวนการผลิตผลิตภัณฑ์ของตัวเอง ไม่ว่าจะอยู่ในรูปแบบสินค้าประเภทใด ให้เดินหน้าสู่ความเป็นธรรมชาติ เนื่องจากดีมานด์ในตลาดที่มีอยู่ในระดับสูง นอกจากนั้นยังพบว่า ผู้บริโภคเองก็ชื่นชอบสินค้าจากธรรมชาติ ที่มีความง่าย และมีโภชนาการที่ยืดหยุ่น การหันมาบริโภคโปรตีนจากพืชจะเป็นทางเลือกใหม่ที่ผู้บริโภคยุคนี้มองหา เพราะให้คุณค่าสารอาหารต่างๆ ที่มากกว่าหรือเท่ากับคุณค่าจากเนื้อสัตว์ในผลิตภัณฑ์อื่นๆ แต่มีประโยชน์ต่อสุขภาพของผู้บริโภคมากกว่า” ที่มา : brandbuffet
03 ก.ย. 2018
พิธีเปิด “ตลาดนัดประชารัฐ ณ ประชุมจังหวัดพิจิตร อ.เมือง จ.พิจิตร
พิธีเปิด “ตลาดนัดประชารัฐ ณ ประชุมจังหวัดพิจิตร อ.เมือง จ.พิจิตร
วันพฤหัสบดีที่ 30 สิงหาคม 2561 นางสาวปิยกุล กรรณสูต ผู้อำนวยการกลุ่มยุทธศาสตร์และแผนงานภูมิภาค ศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมภาคที่ 3 ร่วมพิธีเปิด “ตลาดนัดประชารัฐ” โดยมีนายวีระศักดิ์ วิจิตร์แสงศรี ผู้ว่าราชการจังหวัดพิจิตร เป็นประธานพิธีเปิด และนายสมภพ สมิตะสิริ รองผู้ว่าราชการจังหวัดพิจิตร กล่าวรายงาน ณ บริเวณข้างหอประชุมจังหวัดพิจิตร อ.เมือง จ.พิจิตร
30 ส.ค 2018
ประชุมกรมการจังหวัดและหัวหน้าส่วนราชการจังหวัดพิจิตร ประจำเดือนสิงหาคม
ประชุมกรมการจังหวัดและหัวหน้าส่วนราชการจังหวัดพิจิตร ประจำเดือนสิงหาคม
วันพฤหัสบดีที่ 30 สิงหาคม 2561 นางสาวปิยกุล กรรณสูต ผู้อำนวยการกลุ่มยุทธศาสตร์และแผนงานภูมิภาค ศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมภาคที่ 3 เข้าร่วมประชุมกรมการจังหวัดและหัวหน้าส่วนราชการจังหวัดพิจิตรโดยมีนายวีระศักดิ์ วิจิตร์แสงศรี ผู้ว่าราชการจังหวัดพิจิตร เป็นประธานการประชุม ณ ห้องประชุมชั้น 4 ศาลากลางจังหวัดพิจิตร อ.เมือง จ.พิจิตร
30 ส.ค 2018
ติดตามการดำเนินโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและบริหารธุรกิจอุตสาหกรรมเกษตรแปรรูป พื้นที่ จังหวัดพิจิตร และกำแพงเพชร
ติดตามการดำเนินโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและบริหารธุรกิจอุตสาหกรรมเกษตรแปรรูป พื้นที่ จังหวัดพิจิตร และกำแพงเพชร
วันพุธที่ 29 สิงหาคม 2561 นางสาวจันทร์แรม แดงโสภาพ นักวิชาการอุตสาหกรรมปฏิบัติการ เจ้าหน้าที่ศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมภาคที่ 3 กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม เข้าติดตามการดำเนินโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและบริหารธุรกิจอุตสาหกรรมเกษตรแปรรูป พื้นที่ จังหวัดพิจิตร และกำแพงเพชร ที่ปรึกษาโดย คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร ซึ่งเป็นการลงพื้นที่เข้าพบผู้ประกอบการ ณ สถานประกอบการในอำเภอพรานกระต่าย และอำเภอเมือง จังหวัดกำแพงเพชรที่เข้าร่วมโครงการฯ
29 ส.ค 2018
สัมมนาเชิงปฏิบัติการโครงการ RISMEP  เรื่องการร่างแผนปฏิบัติการ (Action Plan)  ปีงบประมาณ 2562 เ
สัมมนาเชิงปฏิบัติการโครงการ RISMEP เรื่องการร่างแผนปฏิบัติการ (Action Plan) ปีงบประมาณ 2562 เ
วันที่ 29 สิงหาคม 2561 ศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมภาคที่ 3 ร่วมกับสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดนครสวรรค์ จัดกิจกรรม สัมมนาเชิงปฏิบัติการโครงการ RISMEP เรื่องการร่างแผนปฏิบัติการ (Action Plan) ปีงบประมาณ 2562 เพื่อขยายผลโครงการ RISMEP สู่พื้นที่จังหวัดนครสวรรค์ โดยมีหน่วยงานส่งเสริมสนับสนุนผู้ประกอบการในพื้นที่จังหวัดนครสวรรค์และที่ปรึกษาธุรกิจ เข้าร่วม ณ โรงแรมแกรนด์ฮิลล์ รีสอร์ทแอนด์สปา จังหวัดนครสวรรค์
29 ส.ค 2018
ทันเกมการค้า : จับเทรนด์ธุรกิจท่องเที่ยว เมื่อคนเอเชียชอบเที่ยวกับครอบครัว
ทันเกมการค้า : จับเทรนด์ธุรกิจท่องเที่ยว เมื่อคนเอเชียชอบเที่ยวกับครอบครัว
ทันเกมการค้า : จับเทรนด์ธุรกิจท่องเที่ยว เมื่อคนเอเชียชอบเที่ยวกับครอบครัว ภาคการท่องเที่ยวเป็นธุรกิจหลักของไทย แต่เมื่อโลกเปลี่ยนไปทุกวัน ใครที่ทำธุรกิจด้านนี้ต้องปรับตัวให้ทันกับพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปด้วย Agoda เปิดผลโพลชาวเอเชียชอบเที่ยวทั้งครอบครัว ดึงยอดจองห้องพักเพิ่ม จอห์น บราวน์ ประธานกรรมการบริหาร Agoda บอกว่า การท่องเที่ยวแบบครอบครัวโตขึ้นเรื่อยๆ และมีความต้องการที่หลากหลาย โดยผลสำรวจเทรนด์การท่องเที่ยวปี 2018 (จัดทำโดย YouGov) พบว่า 70% ของนักท่องเที่ยวทั่วโลก จะเดินทางเป็นครอบครัวเฉลี่ยปีละ 2 ทริป ซึ่งคนเอเชียชอบเที่ยวเป็นครอบครัว เฉลี่ยแล้วมากกว่าปีละ 5 ทริป และยังมากกว่าค่าเฉลี่ยชาวยุโรปที่จะเที่ยวกับครอบครัวปีละ 2 ทริป “ชาวเอเชียเดินทางท่องเที่ยวเป็นครอบครัวในแต่ละปีบ่อยที่สุด โดยนักท่องเที่ยวชาวไทย 77% และชาวฟิลิปปินส์ 62% เดินทางท่องเที่ยวเป็นครอบครัวมากกว่า 5 ครั้งต่อปี ตรงข้ามกับนักท่องเที่ยวชาวอังกฤษที่มีเพียง 7% ที่จะท่องเที่ยวเป็นครอบครัวมากกว่า 5 ครั้งต่อปี ซึ่งส่วนใหญ่กว่า 34% ท่องเที่ยวเป็นครอบครัวเพียง 1 ครั้งต่อปี” นอกจากนี้การเที่ยวเป็นครอบครัวจะทำให้มีหลายเจนเนอเรชั่นเที่ยวด้วยกันทั้ง รุ่นปู่-ย่า-พ่อ-แม่-ลูก ซึ่งความต้องการของนักท่องเที่ยวคือ การใช้เวลากับครอบครัวได้มากขึ้น ทำให้รูปแบบการท่องเที่ยวต้องมีความหากหลายตามไปด้วย เช่น การพักผ่อน การได้ลองทำสิ่งใหม่ๆ เรียนรู้วัฒนธรรม และ ผจญภัย จับพฤติกรรมลูกค้าเน้นเที่ยวสั้นแต่บ่อยขึ้น โรงแรมเฮงเพราะลูกค้าจองที่พักเพิ่ม ระยะเวลาในการท่องเที่ยวถือเป็นปัจจัยสำคัญสำหรับโรงแรม ว่าเขาจะจองที่พักติดกันกี่คืน จากผลสำรวจพบว่า นักท่องเที่ยวทั่วโลกจะจัดทริปเที่ยวกับครอบครัวเฉลี่ย 4-7 คืนต่อทริป โดยคนไทยเรา 1 ใน 3 จะเที่ยวกับครอบครัวมากกว่า 14 คืนต่อทริป ในขณะที่ในส่วนของนักท่องเที่ยวชาวเวียดนาม มาเลเซีย และจีน จะเดินทางไปท่องเที่ยวเป็นครอบครัวเพียง 1-3 คืนต่อทริป นอกจากนี้มีแนวโน้มจะท่องเที่ยวบ่อยขึ้น และจากผลสำรวจใน 12 เดือนที่ผ่านมา บอกว่าโรงแรมเป็นที่พักที่ได้รับความนิยมสูงสุดเมื่อเที่ยวกับครอบครัว รองลงมาเป็นบ้านพักทั้งหลัง เบดแอนด์เบรคฟาสต์ (B&B) และรีสอร์ตที่มีบริการครบวงจร โดยปัจจัยในการวางแผนทริปเที่ยวได้แก่ ค่าใช้จ่าย ความปลอดภัย กิจกรรมที่สามารถทำได้เป็นหลัก ที่พักที่มีสิ่งอำนวยความสะดวก เช่น ห้องครัว บริการห้องที่เชื่อมถึงกันได้ บริการพี่เลี้ยงเด็ก คิดส์คลับ ฯลฯ แต่ตอนเที่ยวนักท่องเที่ยวกลัวอะไรบ้าง ? นักท่องเที่ยวกังวลเรื่องอาการเจ็บป่วยที่อาจเกิดขึ้นระหว่างทริป (36%) คุณภาพที่พัก (21%) การทะเลาะกันของสมาชิกในครอบครัว (16%) ในขณะที่นักท่องเที่ยวชาวอังกฤษจะมีความกังวลน้อยที่สุดเมื่อไปเที่ยวกับครอบครัว โดยเกือบ 1 ใน 3 หรือราว 27% ตอบว่าไม่กังวลกับเรื่องใดๆเลย สรุป เมื่อพฤติกรรมนักท่องเที่ยวทั่วโลกและเอเชีย หันมาเที่ยวในรูปแบบครอบครัวมากขึ้น และเลือกใช้บริการโรงแรมมากที่สุด ดังนั้นนอกจากโรงแรมต้องสร้างตัวตน สร้างชื่อเสียงในโลกออนไลน์เพื่อดึงดูดลูกค้า ยังต้องเชื่อมต่อกับแพลทฟอร์มที่บริการจองห้องพักต่างๆ ที่สำคัญโรงแรมต้องหาจุดแข็งในการทำธุรกิจ เช่น ลูกค้าชอบสิ่งอำนวยความสะดวกแบบไหน อย่างห้องพักเชื่อมกัน บริการพี่เลี้ยงเด็ก ฯลฯ ซึ่งจะช่วยให้โรงแรมสามารถเพิ่มมูลค่า และรายได้ของตนเองด้วย ที่มา : brandinside.asia
28 ส.ค 2018
กิจกรรม เจรจาธุรกิจการผลิต การค้าต่างประเทศและการแลกเปลี่ยนทางธุรกิจ  ไทย - ญี่ปุ่น ประจำปี 2561
กิจกรรม เจรจาธุรกิจการผลิต การค้าต่างประเทศและการแลกเปลี่ยนทางธุรกิจ ไทย - ญี่ปุ่น ประจำปี 2561
กิจกรรม เจรจาธุรกิจการผลิต การค้าต่างประเทศและการแลกเปลี่ยนทางธุรกิจ ไทย - ญี่ปุ่น ประจำปี 2561 ️ - กิจกรรมงานสัมมนาแบบเปิดเพื่อเพิ่มโอกาสในการเชื่อมสัมพันธ์ทางธุรกิจ โดยบริษัทชั้นนำจากประเทศญี่ปุ่นวัตถุประสงค์1. เพื่อเป็นการขยายตลาดต่างประเทศ และการสร้างโอกาสในการประกอบธุรกิจ ทั้งในระดับทวีปและระดับโลก2. เป็นการสร้างความเชื่อมโยงและการสร้างพันธมิตรเพื่อการร่วมมือในการทำธุรกิจ ท่านที่สนใจเข้าร่วมกิจกรรมสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ บริษัท เอเซีย อัลลิแอนซ์ พาร์ทเนอร์ จำกัดคุณกันตพงศ์ และ คุณวรรณภรณ์ 02-261-8182 สมัครได้แล้วตั้งแต่วันนี้ ถึง 10 กันยายน 2561
27 ส.ค 2018
กิจกรรม การพัฒนาผลิตภัณฑ์ของอุตสาหกรรมเกษตรแปรรูปให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด โดยใช้เทคโนโลยีวิทยาศาสตร์และนวัตกรรม
กิจกรรม การพัฒนาผลิตภัณฑ์ของอุตสาหกรรมเกษตรแปรรูปให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด โดยใช้เทคโนโลยีวิทยาศาสตร์และนวัตกรรม
วันจันทร์ที่ 27 สิงหาคม 2561 นายสิทธิรงณ์ เร่งเงียบ ผู้อำนวยการกลุ่มพัฒนาการส่งเสริมธุรกิจอุตสาหกรรม ศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมภาคที่ 3 กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ประธานคณะกรรมการตรวจรับพัสดุในงานจ้างที่ปรึกษา กิจกรรม การพัฒนาผลิตภัณฑ์ของอุตสาหกรรมเกษตรแปรรูปให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด โดยใช้เทคโนโลยีวิทยาศาสตร์และนวัตกรรม พร้อมคณะกรรมการฯ ประชุมเพื่อพิจารณาตรวจรับงานงวดที่ 4 ที่ปรึกษาโดยสถานบ่มเพาะวิสาหกิจ มหาวิทยาลัยนเรศวร ณ ห้องประชุมกลุ่มพัฒนาการส่งเสริมธุรกิจอุตสาหกรรม ชั้น 2 ศภ.3 กสอ
27 ส.ค 2018