การค้นหาขั้นสูง

หมวดหมู่
โรงพยาบาลพระรามเก้าถึงเวลาทรานส์ฟอร์มสู่ Digital Hospital
โรงพยาบาลพระรามเก้าถึงเวลาทรานส์ฟอร์มสู่ Digital Hospital
โรงพยาบาลพระรามเก้าถึงเวลาทรานส์ฟอร์มสู่ Digital Hospital จากการแข่งขันอันดุเดือดในธุรกิจโรงพยาบาล อีกทั้งการเติบโตของประชากรผู้สูงอายุ ทำให้ “โรงพยาบาลพระรามเก้า” ต้องลุกขึ้นมารีแบรนด์ครั้งใหญ่ ทรานส์ฟอร์มสู่ Digital Hospital วางภาพลักษณ์ให้คนทั่วไปเข้าถึงได้แม้ไม่ต้องเจ็บป่วย รีแบรนด์ครั้งใหญ่ และครั้งแรก ธุรกิจโรงพยาบาลเป็นหนึ่งธุรกิจที่มีการเคลื่อนไหวค่อยข้างสูงในยุคนี้ มีปัจจัยเสริมหลายอย่างทั้งจากเทรนด์การดูแลสุขภาพของคนไทยมากขึ้น การเติบโตของสังคมผู้สูงอายุที่คาดว่ามีสัดส่วน 20% ของจำนวนประชากรในอีก 3 ปีข้างหน้า ทำให้มีผู้สูงอายุเจ็บป่วยเพิ่มมากขึ้นอีกแน่นอน อีกทั้งนโยบายการผลักดันให้เมืองไทยเป็น Medical Hub ของภาครัฐ ทำให้มีชาวต่างชาติเข้ามาใช้บริการทางการแพทย์ในไทยมากขึ้น ยิ่งส่งเสริมให้ธุรกิจโตมากขึ้นไปอีก ในขณะเดียวกันก็ทำให้การแข่งขันในตลาดสูงมากขึ้นด้วย เพราะต่างคนต่างต้องงัดหมัดเด็ดของตัวเองออกมา จึงทำให้ “โรงพยาบาลพระรามเก้า” อยู่นิ่งไม่ได้ ต้องลุกขึ้นมาปรับตัวในการรีแบรนด์ปรับภาพลักษณ์แบรนด์แบบยกเครื่องครั้งใหญ่ตั้งแต่เปิดให้บริการมา 26 ปี มีการใช้โลโก้ใหม่ และใช้สีที่ดูอ่อนโยน เข้าถึงได้มากขึ้น นายแพทย์เสถียร ภู่ประเสริฐ รองประธานกรรมการบริหาร และกรรมการผู้อำนวยการ โรงพยาบาลพระรามเก้า บอกว่า “จุดอ่อนของโรงพยาบาลพระรามเก้าก็คือคนรู้จักน้อย เพราะที่ผ่านมามุ่งแต่เรื่องการรักษาพยาบาลอย่างเดียว ไม่ค่อยได้ทำการตลาด ส่วนใหญ่เป็นปากต่อปากกันว่าที่นี่เด่นเรื่องอะไร ตอนนี้ต้องการให้คนรับรู้มากขึ้น จึงต้องลุกขึ้นมาทำตลาด รอปากต่อปากอย่างเดียวไม่ได้” อีกหนึ่งเหตุผลที่ทำให้โรงพยาบาลพระรามเก้าต้องสร้างแบรนด์มากขึ้นก็คือ ทำเลที่ตั้งกำลังจะกลายเป็นจุดยุทธศาสตร์ เพราะย่านพระรามเก้า–รัชดา จะเป็น CBD แห่งใหม่ของกรุงเทพฯ มีศูนย์การค้า ออฟฟิศ มีประชากรหนาแน่น ทำให้ต้องสร้างแบรนด์ให้เป็นที่รู้จักมากขึ้น 5 กลยุทธ์ ปรับทัพสู้ศึกในตลาด ในการรีแบรนด์ครั้งนี้ ได้เปิดแผนการตลาดโดยมี 5 กลยุทธ์หลักได้แก่ ขยายเครือข่ายพันธมิตรด้วยความที่โรงพยาบาลพระรามเก้าเป็นรูปแบบ Stand Alone จำเป็นต้องสร้างพันธมิตร มีส่วนสำคัญในการสร้างการเติบโต ปัจจุบันมีโรงพยาบาลพันธมิตรทั้งหมด 9 แห่งในประเทศไทย ตั้งอยู่ในจังหวัดสงขลา ยะลา ปัตตานี จันทบุรี ตรัง อุบลราชธานี ชุมพร และนครสวรรค์ โดยแต่ละแห่งจะส่งต่อผู้ป่วยที่มีความซับซ้อนอย่างโรคไตมาให้โรงพยาบาล การมีพันธมิตรทำให้แข่งขันในตลาดได้ดีมากขึ้น ทุ่มงบ 2,000 ล้าน สร้างอาคารใหม่อาคารใหม่สูง 16 ชั้น พื้นที่ 40,000 ตารางเมตร มีศูนย์ดูเรื่องการเจ็บปวด หรืออาการที่เกี่ยวข้องกับการใช้ชีวิต ภายใต้แนวคิด Co-Healthy Space สร้างแนวคิดว่าไม่ต้องป่วยก็มาได้ เน้นดูแลสุขภาพรักษาพยาบาล และบริการด้านไลฟ์สไตล์ คาดว่าจะเปิดให้บริการในช่วงไตรมาส 4 ของปีนี้ Digital Hospital นำเทคโนโลยีมาช่วยเอาเทคโนโลยีเข้ามาสร้างบริการใหม่ๆ พัฒนาเทคโนโลยีมาสนับสนุนบริการรูปแบบใหม่ เพื่อสร้างประสบการณ์ให้ผู้ป่วย และลดภาระการทำงานของพนักงานได้ ขยายขอบเขตการให้บริการในการส่งเสริมสุขภาพจากเดิมที่หลายคนมีความคิดว่ามาโรงพยาบาลก็เพื่อมารักษาอย่างเดียวเท่านั้น แต่จะเปลี่ยนแนวคิด และเพิ่มบริการให้ครอบคลุมการส่งเสริมสุขภาพ การตรวจหาโรค ประเมินความเสี่ยงสุขภาพ รวมถึงบริการด้านสุขภาพอื่นๆ เช่น ศูนยสุขภาพเส้นผม ศูนย์ผิวหนัง และศัลยกรรมความงาม ศูนย์รักษาอาหารปวด และเวชศาสตร์ฟื้นฟู เป็นต้น การตลาดเชิงรุก ปรับภาพลักษณ์องค์กรเป็นครั้งแรกที่มีการทำการตลาดชัดเจนมากที่สุด ปรับภาพลักษณ์ให้เป็น Professtional Healthcare Community หรือศูนย์รวมเพื่อสุขภาพในการใช้ชีวิต และใช้สื่อออนไลน์ในการสื่อสารมากขึ้น เป้าหมายต้องเป็น Digital Hospital ใน 3 ปี การทรานส์ฟอร์มของโรงพยาบาลพระรามเก้าในครั้งนี้มีเป้าหมายคือต้องเป็น Digital Hospital ภายใน 3 ปีให้ได้ มีการลงทุนด้านไอทีปีละ 50 ล้านบาท มีการเตรียมอินฟราสตรัคเจอร์ต่างๆ รวมถึงวางระบบปฏิบัติการนำเทคโนโลยีมาใช้ในการทำงาน ปัจจุบันกำลังทดลองใช้โปรแกรม Digital Health มีแอพพลิเคชั่นสำหรับผู้ป่วย ห้องระบบศูนย์บัญชาการควบคุม อุปกรณ์ทางการแพทย์ ที่สามารถติดตัวได้ รวมไปถึงการให้คำปรึกษาเรื่องสุขภาพแก่ผู้ป่วยที่อยู่ทางไกล (Telemedicine) นายแพทย์สุธร ชุตินิยมการ รองกรรมการผู้อำนวยการ (ฝ่ายบริหาร) และรักษาการรองกรรมการผู้อำนวยการ(ฝ่ายพัฒนาธุรกิจ) โรงพยาบาลพระรามเก้า บอกว่า “การจะเป็น Digital Hospital มีการเอาเทคโนโลยีมาใช้ครอบคลุม เช่น ให้คนไข้ทำการดำเนินการด้วยตัวเองผ่านเว็บไซต์ แอพพลิเคชั่น ใช้เทคโนโยีมาช่วยลดระยะเวลา พัฒนาแอพในการสั่งการรักษาพยาบาล สร้างความถูกต้อง ลดข้อผิดพลาด เพิ่มความปลอดภัย คุณภาพการสั่งยา มองภาพจะสมบูรณ์ภายใน 3-5 ปีข้างหน้า“ มีการวางแผนออกเป็น 3 เฟสด้วยกัน ได้แก่ เฟสแรกคือช่วงวางระบบอินฟราสตรัคเจอร์ต่างๆ เฟสที่สองเริ่มเอาเทคโนโลยีอย่างแอพพลิเคชั่นมาช่วยอำนวยความสะดวกแก่คนไข้ และให้พนักงานปฏิบัติงานได้ดีขึ้น และในเฟสสุดท้ายคือจะต้องเป็นองค์กรที่มีการทำงานแบบ Paperless ทุกอย่างทำผ่านระบบหมด สรุป การแข่งขันในธุรกิจโรงพยาบาลดุเดือดมากขึ้น เห็นได้จากเครือข่ายรายใหญ่ๆ ต่างทุ่มงบทำการตลาดอย่างหนัก ต้องมีการแย่งฐานลูกค้ากันยกใหญ่ การที่โรงพยาบาลพระรามเก้าขึ้นมาปรับตัวก็เป็นผลดีต่อแบรนด์ และอุตสาหกรรม พัฒนาเพื่อสิ่งที่ดีที่สุดให้ผู้บริโภค CR : brandinside.asia
21 ส.ค 2561
การประชุมเชิงปฏิบัติการ ทบทวนแผนพัฒนาจังหวัดพิจิตร 4 ปี (พ.ศ. 2561-2564) ฉบับทบทวนปี พ.ศ. 2563 และจัดทำแผนปฏิบัติราชการจังหวัดพิจิตร ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2563
การประชุมเชิงปฏิบัติการ ทบทวนแผนพัฒนาจังหวัดพิจิตร 4 ปี (พ.ศ. 2561-2564) ฉบับทบทวนปี พ.ศ. 2563 และจัดทำแผนปฏิบัติราชการจังหวัดพิจิตร ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2563
วันอังคารที่ 21 สิงหาคม 2561 นางสาวปิยกุล กรรณสูต ผู้อำนวยการกลุ่มยุทธศาสตร์และแผนงานภูมิภาค ศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมภาคที่ 3 เข้าร่วมการประชุมเชิงปฏิบัติการ ทบทวนแผนพัฒนาจังหวัดพิจิตร 4 ปี (พ.ศ. 2561-2564) ฉบับทบทวนปี พ.ศ. 2563 และจัดทำแผนปฏิบัติราชการจังหวัดพิจิตร ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 โดยมี นายวีระศักดิ์ วิจิตร์แสงศรี ผู้ว่าราชการจังหวัดพิจิตร เป็นประธานเปิดการประชุมฯ ณ โรงแรมมีพรสวรรค์ อ.เมือง จ.พิจิตร
21 ส.ค 2561
การอบรมการจัดทำระบบคุณภาพมาตรฐานการผลิตและประเมินแนวทางแก้ปัญหาที่เหมาะสมกับวิสาหกิจชุมชน
การอบรมการจัดทำระบบคุณภาพมาตรฐานการผลิตและประเมินแนวทางแก้ปัญหาที่เหมาะสมกับวิสาหกิจชุมชน
วันอังคารที่ 21 ส.ค. 61 น.ส.กนกวรพรรณ คำฝอย และ น.ส.รัตนาวดี มณีกูล เจ้าหน้าที่ศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมภาคที่ 3 เข้ารับการอบรมการจัดทำระบบคุณภาพมาตรฐานการผลิตและประเมินแนวทางแก้ปัญหาที่เหมาะสมกับวิสาหกิจชุมชน ระหว่างวันที่ 21-22 ส.ค. 61 จัดโดย กองพัฒนาอุตสาหกรรมชุมชม กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ดำเนินการโดย บริษัท ไพรม์เอเซีย จำกัด ณ โรงแรมเอเชีย แอร์พอร์ต รังสิต
21 ส.ค 2561
การอบรมการอบรมเชิงปฏิบัติการ หลักสูตร การบริหารจัดการและการให้คำปรึกษาแนะนำ ผู้ประกอบการ (GMCE-General Management Consultancy and Extension)
การอบรมการอบรมเชิงปฏิบัติการ หลักสูตร การบริหารจัดการและการให้คำปรึกษาแนะนำ ผู้ประกอบการ (GMCE-General Management Consultancy and Extension)
วันที่ 20-24 สิงหาคม 2561 นาย ศาษวัต สุขอยู่ (นักวิชาการอุตสาหกรรมปฏิบัติการ) นางสาวสรญา บุญนำมา (นักวิชาการอุตสาหกรรม) นายเอกนัย ตุ้มแก้ว (นักวิชาการอุตสาหกรรม) เข้าร่วมการอบรมการอบรมเชิงปฏิบัติการ หลักสูตร การบริหารจัดการและการให้คำปรึกษาแนะนำ ผู้ประกอบการ (GMCE-General Management Consultancy and Extension) จัดโดยกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ณ โรงแรมรอยัลปริ้นเซส หลานหลวง กรุงเทพมหานคร
20 ส.ค 2561
การบรรยายการพัฒนาบรรจุภัณฑ์ ณ ศาลาประชาคมบ้านสะนำ อ.บ้านไร่ จ.อุทัยธานี
การบรรยายการพัฒนาบรรจุภัณฑ์ ณ ศาลาประชาคมบ้านสะนำ อ.บ้านไร่ จ.อุทัยธานี
วันที่ 17 สิงหาคม 2561 นายธวัชชัย กานต์ธัญลักษณ์ นักวิชาการอุตสาหกรม เป็นวิทยากรบรรยายการพัฒนาบรรจุภัณฑ์ ณ ศาลาประชาคมบ้านสะนำ อ.บ้านไร่ จ.อุทัยธานี
17 ส.ค 2561
กิจกรรมโครงการ "บำบัดทุกข์ บำรุงสุข สร้างพิจิตรเมืองยิ้ม"
กิจกรรมโครงการ "บำบัดทุกข์ บำรุงสุข สร้างพิจิตรเมืองยิ้ม"
วันพฤหัสบดีที่ 16 สิงหาคม 2561 นางสาวรัตนาวดี มณีกุล นักวิชาการอุตสาหกรรม และนางสาวกิตติยารัฐ เอกมาตย์ เจ้าหน้าที่พัฒนาผู้ประกอบการและบุคลากรภาคอุตสาหกรรม ศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมภาคที่ 3 เข้าร่วมกิจกรรมโครงการ "บำบัดทุกข์ บำรุงสุข สร้างพิจิตรเมืองยิ้ม" เพื่อประชาสัมพันธ์หน่วยงาน กิจกรรมโครงการต่างๆ ของศูนย์ฯ ณ วัดทุ่งโพธิ์ ต.ทุ่งโพธิ์ อ.ตะพานหิน จ.พิจิตร โดยมี นางณิทฐา แสวงทอง รองผู้ว่าราชการจังหวัดพิจิตร เป็นประธาน
16 ส.ค 2561
กิจกรรมทดสอบตลาดสำหรับผู้ประกอบการในกิจกรรมการพัฒนาผลิตภัณฑ์ของอุตสาหกรรรมเกษตรแปรรูป
กิจกรรมทดสอบตลาดสำหรับผู้ประกอบการในกิจกรรมการพัฒนาผลิตภัณฑ์ของอุตสาหกรรรมเกษตรแปรรูป
วันที่ 15 สิงหาคม 2561 นางเฉลา ศรีเพ็ชร์ ผู้อำนวยการศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมภาคที่ 3 กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม พร้อมด้วย นายสิทธิรงณ์ เร่งเงียบ ผู้อำนวยการกลุ่มพัฒนาการส่งเสริมธุรกิจอุตสาหกรรม และเจ้าหน้าที่ศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมภาคที่ 3 เข้าร่วมงานและเยี่ยมชมกิจกรรมทดสอบตลาดสำหรับผู้ประกอบการในกิจกรรมการพัฒนาผลิตภัณฑ์ของอุตสาหกรรรมเกษตรแปรรูป ให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด โดยใช้เทคโนโลยี วิทยาศาสตร์ และนวัตกรรม ภายใต้โครงการเพิ่มศักยภาพและยกระดับเทคโนโลยีอุตสาหกรรมเป้าหมาย ประจำปีงบประมาณ 2561 ณ ลานหน้าท็อปซุปเปอร์มาร์เก็ต ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซ่า สาขาพิษณุโลก ซึ่งเป็นโครงการของศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมภาคที่ 3 จัดจ้างให้สถานบ่มเพาะวิสาหกิจ มหาวิทยาลัยนเรศวรเป็นที่ปรึกษา โดยภายในงานจัดให้มีการแสดง ทดสอบ และจำหน่ายผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการพัฒนาด้วยเทคโนโลยี วิทยาศาสตร์ และนวัตกรรมตามโครงการฯกับผู้ใช้จริง ทั้ง10 กิจการ และยังมีการแสดงพร้อมจำหน่ายผลิตภัณฑ์ต่างๆ ที่ได้รับการพัฒนาจากสถานบ่มเพาะวิสาหกิจ มหาวิทยาลัยนเรศวรที่น่าสนใจอีกกว่า 10 กิจการ พร้อมทั้งมีการให้สัมภาษณ์กับสื่อวิทยุและโซเชียลมีเดียของทางมหาวิทยาลัยนเรศวร
15 ส.ค 2561
FHT  Food & Hotel Thailand 2018
FHT Food & Hotel Thailand 2018
โอกาสทางธุรกิจด้านอาหารและบริการงานแสดงสินค้าที่รวบรวมผู้จัดแสดงสินค้ามากกว่า 400 ราย จาก 30 ประเทศ และบูธประจำชาติอีกกว่า 6 ประเทศ และท่านยังมีโอกาสได้เกาะติดเทรนด์ล่าสุดในธุรกิจอาหารและการโรงแรม รวมถึงพัฒนาทักษะทางด้านต่างๆ ผ่านการสัมมนาและกิจกรรมต่างๆ มากมาย ที่จัดขึ้นภายในงาน 5-8 กันยายน 2561เวลา 10.00 - 18.00 น.@ ไบเทคบางนา ลงทะเบียนเข้าร่วมงานhttps://www.foodhotelthailand.com/…/2018/th/visit_regist.asp
15 ส.ค 2561
เมื่อแบงก์กลายเป็น Data Company เขาใช้ข้อมูลลูกค้าทำอะไรได้บ้าง ?
เมื่อแบงก์กลายเป็น Data Company เขาใช้ข้อมูลลูกค้าทำอะไรได้บ้าง ?
เมื่อแบงก์กลายเป็น Data Company เขาใช้ข้อมูลลูกค้าทำอะไรได้บ้าง ? ในยุคดิจิทัล ไม่ว่าอะไรก็กลายเป็น Data (ข้อมูล) ได้ และกลายเป็นจุดวัดใจที่ใครมีมากกว่าวิเคราะห์ และปรับใช้กับลูกค้าได้มากกว่า คนนั้นก็ชนะไป แล้วธนาคารที่เรียกว่าเป็นตัวกลางที่เราไว้ใจทำธุรกรรมการเงินด้วย เขาสามารถใช้ข้อมูลลูกค้าที่มีอยู่ทำอะไรได้บ้าง ฐานข้อมูลของธนาคารใหญ่แค่ไหน ? ฐากร ปิยะพันธ์ ผู้บริหารสายงานดิจิทัล แบงก์กิ้งและนวัตกรรม ธนาคารกรุงศรีอยุธยา และประธานกรรมการ กรุงศรี คอนซูมเมอร์ บอกว่า ในโลกธุรกิจ ภาคการเงินถือว่ามีถังข้อมูลขนาดใหญ่มาก เพราะจากประชากรไทยทั้งหมดกว่า 67 ล้านคน แต่ในภาพรวมไทยเรามีบัญชีธนาคารกว่า 81 ล้านบัญชี มีจำนวนบัตรเดบิต (ส่วนใหญ่ไว้กดเงินแทนเอทีเอ็ม) 51 ล้านใบ และมีจำนวนบัตรเครดิต 21 ล้านใบ ซึ่งผลิตภัณฑ์ทางการเงินแต่ละอย่างทั้งบัญชีธนาคาร บัตรเครดิต บัตรเดบิต ฯลฯ เมื่อลูกค้าทำธุรกรรมการเงินผ่านผลิตภัณฑ์ตัวไหน ก็ทำให้เกิดข้อมูลใหม่ๆ ขึ้น และธนาคารจะมาจัดหมวดเป็นข้อมูลชุดต่างๆ เช่น พฤติกรรมการใช้จ่าย พฤติกรรมการออม การเลือกใช้โปรโมชั่น ช่วงเวลาที่ทำธุรกรรม ฯลฯ “แม้ว่าจำนวนบัญชีจะมากกว่าจำนวนประชากรไทยไปสักหน่อย แต่ผมมองว่ามีคนไทยเข้าถึงบริการธนาคารเพียง 75% ของประชากรไทยทั้งหมด เลยยังมีช่องว่างให้เราต้องเข้าไปตอบสนองความต้องการ และทำให้คนที่ยังเข้าไม่ถึง เข้าถึงเรื่องการเงินให้ได้” ธนาคารใช้ข้อมูลลูกค้าที่มีอยู่ทำอะไรได้บ้าง ? เมื่อธนาคารกลายเป็น Data company หัวใจหลักคือการเก็บข้อมูลที่อยู่นอกระบบ ใส่เข้ามาในระบบ เพื่อวิเคราะห์ หาสิ่งที่จะตรงใจ ตรงเวลา และตรงความต้องการของลูกค้า “ทุกวันนี้ธนาคารทั้งหลายมีข้อมูลอยู่เยอะมาก แต่ใช้น้อยมาก เพราะเรายังทำเรื่อง Infrastructure (โครงสร้างพื้นฐาน) ได้ไม่ครบ โดยยังขาดข้อมูลที่เรียกว่า UnInfrastructure เลยต้องค่อยๆ เพิ่มข้อมูลกลุ่มนี้เข้ามาในระบบ เช่น เสียงของลูกค้าเพื่อใช้ในการระบุตัวตน การปรับข้อความที่อยู่ในระบบอื่นๆ อย่างลูกค้าแชทถามผ่านโซเชียลมีเดีย ก็ต้องแปลงข้อมูลพวกนี้เข้ามาวิเคราะห์ในระบบได้ ก็จะต้องทำเรื่อง API (Application Programing interface) เพื่อเชื่อมระหว่างระบบ ฯลฯ ” นอกจากนี้ Data ยังต่อยอดให้เป็น Commercialize ได้ด้วย แต่เราต้องทำอีกเยอะในเรื่องการแบ่งส่วนข้อมูล ว่า ข้อมูลอะไรที่เปิดเผยต่อสาธารณะ และข้อมูลที่ต้องอยู่ในระบบปิด ซึ่งต้องดูทั้งเรื่องกฎหมาย และเงื่อนไขของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) “ในต่างประเทศ ธนาคารใหญ่ๆ ทั้งในยุโรป และสหรัฐฯ พอเขามีข้อมูลเยอะ เขาก็มีการแชร์ มีการขายออกมา เช่น เรื่องพฤติกรรมลูกค้า เพื่อให้คนที่ต้องการเข้าใจผู้บริโภคมากขึ้น หรือมีการแชร์ Bonus Point ต่างๆ เช่น ลูกค้าใช้อยู่หลายธนาคาร แต่ละที่ก็มีคะแนนที่ได้จากธุรกรรมเก็บไว้ แบงก์ก็เปิดโอกาสให้เอาคะแนนของหลายๆ มาเทรวมกันได้ อันนี้ที่ไทยก็มีคนทำ ซึ่งเกิดขึ้นจากความต้องการของลูกค้า” การเปิดเผย และความปลอดภัยข้อมูลลูกค้า แต่สุดท้ายแล้ว การเปิดเผยข้อมูลของลูกค้า ยังมีข้อจำกัด ขึ้นอยู่กับกฎหมายของแต่ละประเทศ ซึ่งส่วนใหญ่จะทำเพื่อเพิ่มความปลอดภัยให้แก่ตัวลูกค้าอยู่แล้ว โดยธนาคารทุกที่ก็พยายามอย่างเต็มที่ ที่จะทำระบบรักษาความปลอดภัย ป้องกันการโจรกรรมข้อมูล และเผยแพร่ข้อมูลเฉพาะที่กฏหมายกำหนดให้ทำได้เท่านั้น สรุป เมื่อธนาคารกลายเป็นถังข้อมูลขนาดใหญ่ เขาต้องปรับตัวใช้ทั้งข้อมูลพฤติกรรมลูกค้ามาวิเคราะห์ เพื่อสร้างของใหม่ๆ หรือทำของที่มีอยู่ให้ดีขึ้น แต่หลายคนยังกังวลเรื่องข้อมูลส่วนบุคคล ซึ่งเรื่องนี้ก็ขึ้นอยู่กับผู้กำกับของแต่ละประเทศว่ามีพาวเวอร์แค่ไหน ที่มา : brandinside.asia
13 ส.ค 2561
Trade war : จีนสู้กลับ เพิ่มกำแพงภาษีสินค้า US 6 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ตั้งแต่เหล้าถึงซิป
Trade war : จีนสู้กลับ เพิ่มกำแพงภาษีสินค้า US 6 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ตั้งแต่เหล้าถึงซิป
Trade war : จีนสู้กลับ เพิ่มกำแพงภาษีสินค้า US 6 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ตั้งแต่เหล้าถึงซิป หลังจาก Donald Trump ประธานาธิบดี ฝั่งสหรัฐ มีแผนชัดเจนที่จะเก็บภาษีการนำเข้าสินค้าจากจีนเป็น 25% จากเดิมอยู่ที่ 10% ภายในสัปดาห์นี้ ทำให้พี่จีนก็เตรียมโต้กลับด้วยมาตรการเก็บภาษีจากสินค้าของสหรัฐเหมือนกัน จีนเตรียมเก็บภาษีเพิ่มจากสินค้าสหรัฐกว่า 60,000 ล้านเหรียญสหรัฐ การที่ Trump เพิ่มเพดานภาษีการนำเข้าสินค้าจากจีน ถือว่าสร้างความกดดันต่อการค้าโลกมาก เพราะละเมิดกฎขององค์การการค้าโลก (World Trade Organization-WTO) และกระทบต่อการส่งออกของจีน ทำให้ล่าสุดจีนเลยตั้งกำแพงภาษีโต้กลับ เริ่มที่ 5% สูงสุด 25% สินค้าสหรัฐประมาณ 650 รายการ จะเก็บภาษีที่ 5% เช่น อะไหล่แทร็คเตอร์, เครื่องวัดความเร็ว, ฟอร์มาลีน ฯลฯ สินค้าสหรัฐเกือบ 1,000 รายการ จะเก็บภาษีที่ 10% เช่น กระดาษทราย, เนยถั่ว, optical cables ฯลฯ สินค้าสหรัฐ 1,078 รายการ จะเก็บภาษีที่ 20% เช่น กระติกน้ำเก็บความร้อน, หมากฝรั่ง, แปรงสีฟัน ฯลฯ สินค้าสหรัฐเกือบ 2,500 รายการ จะเก็บภาษีที่ 25% เช่น cocoa butter, tequila, ซิป, ไวน์, เครื่องหนัง, ผงซักฟอก, ถุงกระดาษ ฯลฯ สหรัฐ – จีน สวนหมัดต่อหมัดตั้งกำแพงภาษีใส่กัน ในปักกิ่งมีความเห็นกันว่า คณะรัฐบาลของ Trump มุ่งที่จะทำนโยบายเพื่อคนรวย ต่างจากคณะรัฐบาลจีนไม่ต้องกังวลว่าภาษีจะส่งผลกระทบต่อคะแนนประชานิยมเหมือน Trump เพราะจีนไม่มีการเลือกตั้ง ทำให้ Xi Jinping ประธานาธิบดีจีน สามารถเลือกอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบจากภาษีของสหรัฐ โดยไม่ต้องกังวลว่าจะเสียเงินสนับสนุนทางการเมืองจากอุตสาหกรรมไหน ขณะเดียวกันทางสหรัฐ มองว่าการขึ้นภาษีของจีนถือว่าเป็นไปตามที่คาดการณ์ กลุ่มบริษัทด้านการเกษตรของสหรัฐ ที่ต้องการรักษาข้อตกลง NAFTA (The North American Free Trade Agreement) และลดอัตราภาษีศุลกากรของอเมริกาบอกว่า การประกาศเพิ่มภาษีของจีนไม่ได้เซอร์ไพรส์ มันก็เหมือนเดจาวูที่เกิดขึ้นอีกครั้ง เพราะทุกครั้งเมื่อเราจะตั้งกำแพงภาษี จีนก็ไม่เคยพลาดที่จะตั้งกำแพงภาษีโต้กลับเหมือนกัน ฝั่งสหรัฐฯ ย้ำเศรษฐกิจจีน-ค่าเงินหยวนอ่อนแอเอง ? ฝั่งทำเนียมขาวยังไม่มีทีท่าว่าจะเปลี่ยนแปลงเรื่องกำแพงภาษีแต่อย่างใด ซึ่ง Larry Kudlow chief economic adviser ทำเนียบขาว บอกว่า เราพูดหลายครั้งว่าไม่มีภาษี ไม่มีการตั้งกำแพงภาษี ไม่มีเรื่องเงินอุดหนุน เราอยากเห็นการปฏิรูปการค้าเกิดขึ้น ซึ่งจีนไม่ได้สนับสนุนให้เกิดขึ้น “เศรษฐกิจของเขาอ่อนเอง ค่าเงินหยวนเขาก็อ่อนแอ ประชาชนกำลังไหลออกจากประเทศเขา ส่วนตอนนี้พูดได้เลยว่าอย่าประมาทความตั้งใจของประธานาธิบดี Trump ที่จะทำให้แผนต่างๆ สำเร็จ” สรุป จีนตั้งกำแพงภาษีสู้สหรัฐฯ วางแผนเก็บภาษีจากสินค้าสหรัฐ 5-25% รวมมูลค่า 60,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งหลายฝ่ายกังวลว่าหากทั้งสหรัฐฯ และจีนยังตอบโต้ภาษีระหว่างกัน จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจทั่วโลก ขณะเดียวกันหลายคนมองว่าสหรัฐฯ อาจจะไม่เอาจริงเพราะ Trump พูดเรื่องภาษีเพื่อดึงคะแนนเสียงในการเลือกตั้ง Mid-term ช่วงปลายปี แต่ก็ต้องจับตากันต่อไป CR : BRANDINSIDE.ASIA
05 ส.ค 2561