การค้นหาขั้นสูง

หมวดหมู่
จับตา 3 เทรนด์เด่นธุรกิจอีคอมเมิร์ซในอาเซียน พร้อมคาดมูลค่าทะลุ 3.1 ล้านล้านบาท ในปี 2025
จับตา 3 เทรนด์เด่นธุรกิจอีคอมเมิร์ซในอาเซียน พร้อมคาดมูลค่าทะลุ 3.1 ล้านล้านบาท ในปี 2025
จับตา 3 เทรนด์เด่นธุรกิจอีคอมเมิร์ซในอาเซียน พร้อมคาดมูลค่าทะลุ 3.1 ล้านล้านบาท ในปี 2025 Sea (Group) ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตแพลตฟอร์มชั้นนำ อาทิ การีนา (Garena) ช้อปปี้ (Shopee) และ แอร์เพย์ (AirPay) ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และไต้หวัน ชี้เทรนด์อีคอมเมิร์ซในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่น่าจับตามองในปี 2562 พร้อมคาดการณ์ธุรกิจอีคอมเมิร์ซในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยังคงเป็นธุรกิจดาวเด่น และคาดว่าจะสามารถทำยอดขายได้มากกว่า 1 แสนล้านดอลลาร์ภายในปี 2025 ดร.สันติธาร เสถียรไทย Group Chief Economist Sea (Group) กล่าวว่า ปี 2561 ที่ผ่านมา นับเป็นอีกหนึ่งปีที่ดีของอุตสาหกรรมอีคอมเมิร์ซท่ีแนวโน้มการเติบโตดีอย่างต่อเนื่อง โดยนักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ยังมองในมุมบวกว่าธุรกิจอีคอมเมิร์ซในอาเซียนน่าจะยังเติบโตได้อย่างแข็งแรงต่อในปี 2562 สวนทางกับทิศทางเศรษฐกิจโลก ที่หลากหลายมุมมองจากนักเศรษฐศาสตร์สำนักต่างๆ คาดการณ์แนวโน้มเศรษฐกิจโลกจะชะลอตัวลงในปีนี้ จากปัจจัยต่างๆ เช่น สงครามการค้าระหว่างประเทศ และการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย ขณะที่รายงานจากกูเกิ้ล (Google) และเทมาเส็ก (Temasek) ระบุว่า อุตสาหกรรมอีคอมเมิร์ซในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เติบโตเฉลี่ยต่อปีมากกว่า 62% ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา โดยคาดการณ์ว่าจะยังคงขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ผลักดันให้ยอดขายทั้งหมด (GMV) มีมูลค่ามากกว่า 1 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 3.1ล้านล้านบาท) ภายในปี 2025 จากปัจจัยบวกที่เกื้อหนุน ทั้งการที่ผู้คนเข้าถึงอินเทอร์เน็ตมากขึ้นผ่านทางโทรศัพท์สมาร์ทโฟน การลงทุนจากภาคเอกชนและรัฐเพื่อพัฒนาระบบนิเวศน์ของอีคอมเมิร์ซ บวกกับการที่ยอดขายบนแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ยังมีสัดส่วนอยู่เพียง 3-5% ของยอดขายจากการค้าปลีกทั้งหมด นับว่ายังมีขนาดค่อนข้างเล็กเมื่อเทียบกับประเทศจีนและสหรัฐอเมริกาที่สัดส่วนยอดขายอีคอมเมิร์ซสูงถึง 20% และ 10% ตามลำดับ ทำให้ยังมีโอกาสที่จะขยายตัวได้อีกมาก แต่หากมองเจาะลึกลงไปอีกขั้นจะพบว่า สิ่งที่น่าสนใจยิ่งกว่าอัตราการเติบโตอย่างก้าวกระโดดคือ “รูปแบบ” ของการขยายตัวและการพัฒนาของอีคอมเมิร์ซในภูมิภาคนี้ที่กำลังเปลี่ยนแปลงพลิกโฉมอย่างมหาศาลเช่นกัน โดยมี 3 เทรนด์ที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด ประกอบด้วย 1. ปรากฎการณ์ ‘Experiential ecommerce’ หรือ การที่อีคอมเมิร์ซกลายเป็นเรื่องของคนซื้อ “ประสบการณ์” ไม่ใช่แค่ซื้อของ – คล้ายกับการไปห้างสรรพสินค้าซึ่งในปัจจุบันความต้องการของผู้ใช้อีคอมเมิร์ซไม่หยุดอยู่เพียงแค่การซื้อสินค้าที่ตนเองต้องการ แต่ยังชอบที่จะค้นพบสินค้าใหม่ที่ตนไม่เคยรู้จักมาก่อน มองหาความเพลิดเพลินจากการใช้แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ และพอใจที่จะมีปฏิสัมพันธ์ร่วมกับเพื่อนและผู้คนในแวดวงของตนเองอีกด้วย ผู้บริโภคอาจเข้าแอปพลิเคชันโดยที่ยังไม่มีสินค้าที่อยากซื้ออยู่ในใจ แต่เข้ามาเพื่อมองหาสินค้าและข้อเสนอที่น่าสนใจจากแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซและสอบถามข้อมูลจากผู้ขายเมื่อพบสินค้าที่ตนเองสนใจการใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) บวกกับบิ๊กดาต้า เพื่อให้รู้จักผู้บริโภคและสามารถปรับสินค้าแนะนำที่แต่ละคนจะเห็นจึงกลายเป็นเรื่องที่สำคัญมาก นอกจากนี้ ผู้บริโภคยังเข้าแอปพลิเคชันมาเพื่อเล่นมินิเกม เช่น เกมตอบคำถามแบบในเกมโชว์ ที่ดำเนินรายการโดยดาราที่เราคุ้นเคย เพื่อชิงรางวัลได้เป็นส่วนลดไปใช้ในการช้อปปิ้งต่อได้ ที่สำคัญผู้เล่นยังสามารถเข้าไปเล่นร่วมกับเพื่อนไปพร้อมๆกัน เป็นกิจกรรมไม่ได้ทำคนเดียวแต่มีมิติของสังคมผสมเข้าไปด้วย สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือพรมแดนระหว่างการช้อปปิ้ง แวดวงสังคม และความบันเทิงจางหายไป ทำให้ตัวชี้วัดความสำเร็จของอีคอมเมิร์ซแพลตฟอร์มก็เปลี่ยนไปเช่นกัน ปัจจัยที่เมื่อก่อนนักวิเคราะห์อาจไม่สนใจเช่น “ระยะเวลา” ที่ผู้คนใช้บนแอปพลิเคชันก็ได้กลายเป็นปัจจัยที่มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง 2. อีคอมเมิร์ซแพลตฟอร์มกลายเป็น “เพื่อนคู่คิดภาคดิจิทัล” สำหรับผู้ขายออฟไลน์ เมื่อพฤติกรรมของผู้บริโภคเปลี่ยนไป แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ กำลังได้รับบทบาทใหม่ทางธุรกิจ ที่มากกว่าแค่ ‘ช่องทางจำหน่ายออนไลน์’ แต่ได้กลายเป็นเพื่อนคู่คิดของแบรนด์ออฟไลน์ต่างๆ โดยใช้ความเชี่ยวชาญด้านการวิเคราะห์ดาต้า คาดการณ์ความต้องการผู้บริโภค ช่วยนำเสนอแนวทางการโฆษณาและทำการตลาด โปรโมชั่น รวมไปถึงแก้ปัญหาเรื่องโลจิสติกส์ การชำระเงิน เพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคมากขึ้นอีกด้วย แม้ผู้ค้าปลีกต่างๆจะเห็นความสำคัญของตลาดออนไลน์มานานแล้วสิ่งที่เปลี่ยนไปจากแต่ก่อนก็คือ ร้านและแบรนด์ออฟไลน์ทุกเจ้าไม่จำเป็นต้องเปิดและลงทุนเงินมหาศาลในการสร้างร้านออนไลน์ของตนเองจากศูนย์เพราะสามารถหันมาจับมือใช้บริการของอีคอมเมิร์ซแพลตฟอร์มที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านนี้ได้ เทรนด์นี้ได้เกิดขึ้นแล้วในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในช่วงที่ผ่านมาแบรนด์ที่ผลิตสินค้าอุปโภค-บริโภค และร้านค้าปลีกขนาดใหญ่ อาทิ ‘Miniso’ ในสิงค์โปร ‘Nestle’ ในมาเลเชีย และ ‘Big C’ ในประเทศไทย ได้เปิดร้านในแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซและร่วมมือกันอย่างใกล้ชิดมากขึ้นเพื่อพัฒนาบริการให้ผู้บริโภค 3. อีคอมเมิร์ซ “เปิดประตู” สู่ผู้บริโภคและผู้ขายใหม่ที่ไม่เคยค้นพบมาก่อน แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซสามารถช่วยให้กลุ่มผู้ประกอบการรายย่อย หรือ กลุ่ม micro-entrepreneurs และ SME สามารถเข้าถึงตลาดใหม่ๆ ที่ไม่ได้กำจัดพื้นที่อยู่แค่ตลาดท้องถิ่นที่ผู้ประกอบการรายย่อยนั้นดำเนินการอยู่ อีกทั้งยังสร้างโอกาสให้กับแบรนด์ชั้นนำต่างๆ ให้เข้าถึงกลุ่มตลาดใหม่ ที่ไม่ใช่แค่ตลาดหลักดั้งเดิมของแบรนด์นั้นๆ อีกด้วย ยกตัวอย่างจากประสบการณ์ของช้อปปี้ (Shopee) ได้ทำงานร่วมกับธุรกิจจำหน่าย ‘ปลาร้า’ แห่งหนึ่งซึ่งปกติจะพบข้อกำจัดด้านการจัดส่งและการเข้าถึงลูกค้า หลังจากได้เปิดช่องทางออนไลน์ SME รายนี้สามารถเพิ่มยอดขายได้ถึง 2 เท่าในเวลา 3 เดือน จนสุดท้ายติดลมบนพัฒนาจนกลายเป็นผู้ส่งออกไปต่างประเทศ เช่น ออสเตรเลีย ฟิลิปปินส์ แต่ความสำเร็จเช่นนี้ไม่ใช่เรื่องที่เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ เพราะยังมี SME จำนวนมากที่ไม่คุ้นกับการใช้อีคอมเมิร์ซ โดยการศึกษาของ Bain & Company ชี้ให้เห็นว่าแม้วิสาหกิจขนาดย่อมส่วนใหญ่ของไทยเห็นประโยชน์ของการขายออนไลน์มีไม่ถึง 50% ที่ได้ทำจริง การร่วมมือกันระหว่างอีคอมเมิร์ซแพลตฟอร์มและรัฐบาลในการจัดคอร์สอบรมเพื่อช่วยให้ร้านค้าเหล่านี้ใช้อีคอมเมิร์ซได้เต็มที่อย่างมีประสิทธิภาพจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง สุดท้ายไม่ใช่เพียงฝั่งผู้ขายเท่านั้นที่จะเชื่อมเข้าสู่ตลาดได้ง่ายขึ้น ผู้บริโภคที่อาจอยู่ในถิ่นที่ไม่ค่อยมีร้านค้าปลีกให้เลือกมากนักก็สามารถใช้อีคอมเมิร์ซเพื่อให้ได้สินค้าโดยเฉพาะของจำเป็นที่ต้องการได้ โดยข้อมูลของช้อปปี้ชี้ให้เห็นว่ากลุ่มลูกค้าที่อาศัยอยู่นอกเขตเมืองหลวง ได้กลายเป็นกลุ่มผู้บริโภคที่มีความสำคัญมากขึ้นในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ “กล่าวโดยสรุปคือ อีคอมเมิร์ซในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และประเทศไทยเปรียบเสมือนยังอยู่ใน “วัยเยาว์” ที่ไม่เพียงเติบโตอย่างรวดเร็ว แต่มีการเปลี่ยนแปลงและวิวัฒนาการอยู่ตลอด ต้องลองมาจับตาดูว่าเทรนด์ที่น่าจับตาในปี 2562 ของธุรกิจอีคอมเมิร์ซในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ยังคงอยู่ในช่วงตลาด ‘Sunrise’ และมีการเติบโตของอุตสาหกรรมอีคอมเมิร์ซเติบโตอย่างต่อเนื่องนี้จะเป็นประโยชน์ต่ออุตสาหกรรมและธุรกิจต่างๆ ในภาพกว้าง รวมทั้งเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศไทยอย่างไรบ้าง” CR : www.brandbuffet.in.th#ศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมภาคที่3
20 ก.พ. 2562
กิจกรรมงาน "เติมรักวันวาน ย่านเก่าวังกรต" ณ ชุมชนย่านเก่าวังกรต ต.บ้านบุ่ง อ.เมือง จ.พิจิตร
กิจกรรมงาน "เติมรักวันวาน ย่านเก่าวังกรต" ณ ชุมชนย่านเก่าวังกรต ต.บ้านบุ่ง อ.เมือง จ.พิจิตร
16 กุมภาพันธ์ 2562 นางเฉลา ศรีเพ็ชร์ ผอ.ศภ.3 กสอ. พร้อมด้วย น.ส.ชมพูนาถ อ่อนตานนท์ และนายภาณุวัฒน์ สาริโท จนท.ศภ.3 กสอ. ได้เข้าร่วมงาน "เติมรักวันวาน ย่านเก่าวังกรต" ณ ชุมชนย่านเก่าวังกรต ต.บ้านบุ่ง อ.เมือง จ.พิจิตร โดยมีท่านผู้ว่าราชการจังหวัดพิจิตร นายวรพันธุ์ สุวัณณุสส์ เป็นประธานในพิธี ในการนี้ ท่านผู้อำนวยการศูนย์ฯ ได้ร่วมเป็นเกียรติและเป็นสักขีพยานรัก ให้กับคู่เจ้าสาว เจ้าบ่าว ในพิธีมงคลสมรสหมู่ จำนวน 13 คู่ จาก 12 อำเภอ ที่ร่วมในพิธีมงคลสมรส และจดทะเบียนสมรส ที่ตึกบ้านหลวงประเทืองคดี
16 ก.พ. 2562
โครงการ “SME D Digital Market Place” มุ่งพาผู้ประกอบการไทยเข้าสู่ถนนดิจิทัล
โครงการ “SME D Digital Market Place” มุ่งพาผู้ประกอบการไทยเข้าสู่ถนนดิจิทัล
นายมงคล ลีลาธรรม กรรมการผู้จัดการธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (SME D Bank หรือ ธพว.) เปิดเผยว่า SME D Bank ประสานความร่วมมือกับ บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) เปิดตัวโครงการ “SME D Digital Market Place” มุ่งพาผู้ประกอบการไทยเข้าสู่ถนนดิจิทัล เพื่อให้บริการด้านการตลาดและเพิ่มโอกาสทางการค้าให้แก่ ผู้ประกอบการ SMEsไทย ต่อยอดโอกาสและช่องทางการกระจายสินค้าโดยประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อดิจิตัล พร้อมทั้งส่งเสริม ผลักดัน และยกระดับคุณภาพผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นไทยให้สามารถแข่งขันบนตลาดโลกได้อย่างยั่งยืนผ่านแพลตฟอร์มสื่อโทรทัศน์ และ สื่อดิจิทัล โครงการ “SME D Digital Market Place” เป็นความร่วมมือระหว่าง 2 องค์กร สืบเนื่องจากการเล็งเห็นโอกาสในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ จากสัดส่วนการตลาด TV Shopping ที่ขยายตัวสูงถึง 8,000 ล้านบาทตั้งแต่ช่วงปี 2558 ที่ผ่านมา เกิดไอเดียส่งเสริมระบบ E-Commerce หรือดิจิทัลแพลตฟอร์ม ให้กลุ่มสตาร์ทอัพ และ SMEs ได้แจ้งเกิด โดยการนำ 50 ผู้ประกอบการดาวรุ่ง สินค้าที่มีความโดดเด่น เข้าดูแลส่งเสริมการตลาดแบบครบวงจร ในรูปแบบของสปอตโทรทัศน์ และสกู๊ปพิเศษแนะนำสินค้า การประชาสัมพันธ์ผ่านSocial Media รวมไปถึงระบบการจัดการหลังบ้าน ให้แก่ธุรกิจในกลุ่ม SMEs โดยในเบื้องต้นจะเริ่มดำเนินการเป็นระยะเวลา 3 เดือนก่อน ภายใต้การดูแลของ SME D Bank และ บมจ.อสมท สนับสนุนการติดปีกก้าวสู่ตลาดดิจิทัลครบวงจร สามารถขยายตลาดทั้งในและต่างประเทศ สอดรับกับนโยบายของรัฐบาลในการสร้างผู้ประกอบการก้าวเข้าสู่อุตสาหกรรม 4.0 ต่อไป โดยกลุ่มธุรกิจที่เข้าร่วมโครงการจะเป็น ลูกค้า และ ผู้ประกอบการ SMEs ที่มีศักยภาพ ภายใต้การดูแลของ SME D Bank ที่มีความน่าสนใจ มีความโดดเด่น มีอัตลักษณ์ของผลิตภัณฑ์ในคลัสเตอร์ต่างๆ และเป็นการต่อยอดความร่วมมือ โครงการ SME D Scaleup Society เมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2562 ที่ผ่านมา อาทิ กลุ่มผลิตภัณฑ์แปรรูปยางพารา และกลุ่มอุตสาหกรรมแปรรูปอาหาร เป็นต้น โครงการ “SME D Digital Market Place” เป็นจุดเริ่มต้นความร่วมมือของ 2 องค์กรจากภาครัฐ สะท้อนความสำเร็จในการร่วมมือขับเคลื่อนพัฒนาอุตสาหกรรมธุรกิจ SMEs อีกทั้งยังเชื่อมั่นว่าจะสามารถเพิ่มช่องทางในการเข้าถึงผู้บริโภค ขยายช่องทางในการจัดจำหน่าย สร้างรายได้ให้กับผู้ประกอบการ และยกระดับเศรษฐกิจได้อย่างมหาศาล สามารถประกอบกิจการค้าขายพัฒนาสู่ความยั่งยืนทางเศรษฐกิจต่อไป ข้อมูลเพิ่มเติม: ฝ่ายส่งเสริมกิจกรรมพัฒนาผู้ประกอบการ โทร 02 265 -4494, 02 265 -3009, 02 265 -4579 : อ่านต่อได้ที่ https://www.smebank.co.th/en/news/detail/704 CR : www.smebank.co.th#ศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมภาคที่3
15 ก.พ. 2562
กิจกรรมลงพื้นที่สำรวจความต้องการการดำเนินกิจกรรมในการพัฒนาธุรกิจฟู้ดทรัค ตามแนวทางการพัฒนาด้วย “บันได 5 ขั้นสู่ความสำเร็จของธุรกิจฟู้ดทรัค”
กิจกรรมลงพื้นที่สำรวจความต้องการการดำเนินกิจกรรมในการพัฒนาธุรกิจฟู้ดทรัค ตามแนวทางการพัฒนาด้วย “บันได 5 ขั้นสู่ความสำเร็จของธุรกิจฟู้ดทรัค”
14-16 กุมภาพันธ์ 2562 นางสาวรังสิมา แจ้งจิตร์ นักวิชาการอุตสาหกรรม ลงพื้นที่สำรวจความต้องการการดำเนินกิจกรรมในการพัฒนาธุรกิจฟู้ดทรัค ตามแนวทางการพัฒนาด้วย “บันได 5 ขั้นสู่ความสำเร็จของธุรกิจฟู้ดทรัค” ในพื้นที่ อำเภอเมืองนครสวรรค์ จังหวัดนครสวรรค์
14 ก.พ. 2562
โครงการพัฒนาผู้ประกอบการสู่การบริหารธุรกิจแบบมืออาชีพ (Smart SME Program) (คพอ.) รุ่นที่349 จ.กำแพงเพชร เข้าฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการใน การพัฒนาด้านบัญชี-การเงิน “Enterpreneurial Finance (Advance)”
โครงการพัฒนาผู้ประกอบการสู่การบริหารธุรกิจแบบมืออาชีพ (Smart SME Program) (คพอ.) รุ่นที่349 จ.กำแพงเพชร เข้าฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการใน การพัฒนาด้านบัญชี-การเงิน “Enterpreneurial Finance (Advance)”
วันที่ 14-15 กุมภาพันธ์ 2562 ผู้ประกอบการ โครงการพัฒนาผู้ประกอบการสู่การบริหารธุรกิจแบบมืออาชีพ (Smart SME Program) (คพอ.) รุ่นที่349 จ.กำแพงเพชร เข้าฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการใน การพัฒนาด้านบัญชี-การเงิน “Enterpreneurial Finance (Advance)”ประกอบไปด้วยหัวข้อเรื่อง- การปรับทัศนคติที่มีต่อบัญชี- ระบบควบคุมภายในที่ผู้ประกอบการควรรู้- รู้จักงบการเงิน...กระจกสะท้อนองค์กร - ต้นทุนและค่าใช้จ่ายภายในองค์กร- งบการเงินบอกอะไร? (ภาคแรก)- รายได้ ค่าใช้จ่ายของธุรกิจ- การเงินบอกอะไร? (ภาคสอง)- จุดคุ้มทุน เรื่องสำคัญของธุรกิจ- การวิเคราะห์การลงทุนของโครงการ- การวางแผนบัญชีการเงินของธุรกิจ- การวิเคราะห์งบการเงินและการลงทุน โดยมี อ.สุพัตรา บัวแสงจันทร์ (ผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดการบัญชีและการเงิน), กรรมการผู้จัดการ บริษัท ก้าวหน้าโลจิสติคส์ คอนซัลแทนท์ จำกัด และมี นายเอกนัย ตุ้มแก้ว นักวิชาการอุตสาหกรรม ศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมภาคที่3 เป็นผู้ดำเนินกิจกรรม #ศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมภาคที่3
14 ก.พ. 2562
SME จะเติบโตบน Facebook อย่างไร? ส่อง Insight คนไทยกับ “โซเชียลคอมเมิร์ซ” ขุมทรัพย์ธุรกิจ
SME จะเติบโตบน Facebook อย่างไร? ส่อง Insight คนไทยกับ “โซเชียลคอมเมิร์ซ” ขุมทรัพย์ธุรกิจ
SME จะเติบโตบน Facebook อย่างไร? ส่อง Insight คนไทยกับ “โซเชียลคอมเมิร์ซ” ขุมทรัพย์ธุรกิจ เรารู้กันอยู่แล้วว่า Facebook เป็นโซเชียลมีเดียที่คนไทยใช้งานกันล้นหลาม กว่า 52 ล้านรายต่อเดือน ผ่านช่องทางยอดฮิตอย่างมือถือที่ 51 ล้านคนเลือกใช้อยู่ทุกเดือน ตัวเลขนี้เรียกว่าเป็นสัดส่วนถึง 98% ของผู้ใช้งานทั้งหมดในประเทศไทย และจากตัวเลขที่สะท้อนความนิยมของ Facebook ในกลุ่มคนไทย ยังต่อยอดให้ Facebook กลายเป็นทำเลทองของกลุ่ม SME ด้วย ว่าแต่อะไรที่จะช่วยสนับสนุน SME บนแพลตฟอร์ม Facebook ให้เติบโตได้บนเส้นทางธุรกิจ… เรื่องนี้มีข้อมูลน่าสนใจจากรายงาน “Facebook 2018 Holiday Study” จากการรวบรวมข้อมูลของ Facebook IQ ที่ได้จัดเก็บพฤติกรรมผู้บริโภคอายุ 18 ปีขึ้นไป จำนวน 1,500 ราย ในช่วง 16 ต.ค.-31 ธ.ค. 2017 “SME จำนวนมากกำลังเติบโตบน Facebook ในยุคที่ธุรกิจกำลังเปลี่ยนแปลงสู่ดิจิทัลและสร้างประโยชน์จากการใช้งานเครื่องมือและทรัพยากรต่าง ๆ เพื่อตอบโจทย์ความต้องการทั้งส่วนธุรกิจและผู้บริโภค” คุณชวดี วงศ์พยัต หัวหน้าฝ่ายธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม Facebook ประจำประเทศไทย ขยายภาพทิศทางธุรกิจ SME ไทยในปัจจุบัน และเล่าข้อมูลสำคัญจากรายงานของ Facebook IQ ว่า “มือถือ” สร้างโอกาสทาง “ธุรกิจ”คุณชวดี เล่าว่า 97% ของผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตชาวไทยระบุว่าใช้งานสมาร์ทโฟน และใช้มือถือเฉลี่ย 4.53 ชั่วโมงต่อวัน ใช้โซเชียลมีเดียเฉลี่ย 3 ชั่วโมงต่อวัน ขณะที่ 39% ของผู้ตอบแบบสำรวจดังกล่าวเป็นกลุ่ม Mobile First Shoppers คือ ใช้มือถือเป็นสื่อหลักและสื่อแรกในการตัดสินใจชอปปิ้ง (ซึ่ง 60% ของคนกลุ่มนี้อยู่ในวัยมิลเลเนียล) และอีก 30% ยังคงชื่นชอบการชอปปิ้งจากหน้าร้าน สำหรับช่วงเทศกาลของนักชอปที่ผ่านมา (ช่วงไตรมาสที่ 4 ของทุกปี จะมีการจัดกิจกรรมเทศกาลชอปปิ้งออนไลน์) จำนวน 2 ใน 3 ของนักชอปช่วงเทศกาลระบุว่ามือถือช่วยให้พวกเขาตัดสินใจซื้อเพราะได้รับข้อมูลที่ครบถ้วนชัดเจนขึ้น โดย 55% ระบุว่าพวกเขาใช้มือถือเพื่อการชอปปิ้งในช่วงเทศกาลเพราะสะดวกกว่าการเดินทางไปยังหน้าร้าน และ Facebook กับ Instagram ได้กลายเป็นปัจจัยหนึ่งที่มีผลต่อการตัดสินใจชอปปิ้งในช่วงเทศกาลถึง 91% และ 70% ตามลำดับ “ในไทยมีผู้ใช้งาน Facebook 36 ล้านคนต่อวัน ทั้งตัวเลขผู้ใช้งานและการเติบโตทำให้ประเทศไทยถือเป็นหนึ่งในเอเชียแปซิฟิกที่ Facebook ให้ความสำคัญ ทั้งยังเป็นประเทศต้นแบบด้านโซเชียลคอมเมิร์ซที่ใหญ่ที่สุดในโลก ทำให้นักพัฒนาของเราต้องเดินทางจากต่างประเทศเพื่อมาศึกษาพฤติกรรมคนไทย เพื่อพัฒนาเครื่องมือใหม่ ๆ ออกมารองรับการใช้งานได้อย่างเหมาะสม” โซเชียลคอมเมิร์ซ ทำเลทองหนุน SME สู่ความสำเร็จสถิติที่น่าสนใจซึ่งทำให้ SME ไม่ควรมองข้ามการใช้ช่องทางโซเชียลคอมเมิร์ซเพื่อเข้าถึงลูกค้า ได้แก่ 67% ซื้อสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์ในเดือนที่ผ่านมา, 52% ใช้โซเชียลมีเดียเป็นช่องทางแรกในการค้นหาแบรนด์และผลิตภัณฑ์, 51% ของนักชอปออนไลน์เคยซื้อสินค้าผ่านโซเชียลมีเดียโดยตรง และ 44% ก็เลือกใช้บริการชำระเงินผ่านมือถือในเดือนที่ผ่านมาด้วย เรื่องนี้ทำให้ Facebook เปิดเผยว่า SME ในประเทศไทยราว 4 ใน 5 ราย นิยมเริ่มต้นธุรกิจจาก Facebook ด้วยสาเหตุต่าง ๆ อาทิ 87% ระบุว่า Facebook คือหนึ่งในปัจจัยสร้างความสำเร็จให้ธุรกิจ และ 93% เห็นว่า Facebook ทำให้พวกเขาสามารถดึงดูดลูกค้าใหม่ ๆ ได้สำเร็จ โดย 89% ยอมรับว่าติดต่อกับลูกค้าผ่าน Facebook ซึ่ง 83% เห็นว่า Facebook ช่วยสร้างโอกาสเชิงเศรษฐกิจที่มีความสำคัญต่อชุมชนท้องถิ่น นอกจากนี้ หัวหน้าฝ่ายธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม Facebook ประเทศไทย ยังอธิบายเพิ่มเติมว่า Facebook พัฒนาฟีเจอร์ต่าง ๆ เพื่อสนับสนุนการค้าและประสบการณ์ใช้งานบนมือถืออย่างไร้รอยต่อ อาทิ Shop Section, Messenger Payment, Mask as Paid, Order Management รวมถึงฟีเจอร์ล่าสุดอย่าง Click to Messenger ads ที่จะเข้ามาช่วยสนับสนุนให้ร้านค้ามีช่องทางพูดคุยกับลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพและส่งเสริมการขายได้ในขณะเดียวกัน หรือแม้แต่ฟีเจอร์ Dynamic Ads for Page Shop ที่ทำให้ร้านค้าสามารถแนะนำสินค้าได้ตรงความต้องการลูกค้าแต่ละรายได้ดีขึ้น แตกต่างจากการทำโซเชียลคอมเมิร์ซในอดีตด้วยเทคโนโลยีแบบ Personalize ที่ Facebook นำมาใช้มากขึ้น “เราต้องยอมรับว่าไม่ใช่ SME ทุกรายที่มีเว็บไซต์ของตนเอง ดังนั้น Facebook จึงกลายเป็นเครื่องมือเชื่อมโยงลูกค้าและผู้ประกอบการบนโลกออนไลน์ที่เราพัฒนามาจากพฤติกรรมผู้บริโภคและ SME ไทยจริง ๆ รวมถึงการสนับสนุนให้ SME เข้าถึงลูกค้ากลุ่มใหม่ ๆ ซึ่งใช้อยู่บนมือถือ ขณะเดียวกัน เครื่องมือต่าง ๆ ที่ Facebook แนะนำก็เป็นการสร้างปัจจัย” เครื่องมือเหล่านี้ช่วยให้ SMB สามารถเข้าถึงลูกค้าได้มากขึ้น แต่การสร้าง เอนเกจ ก็เป็นอีกปัจจัยสำคัญเพื่อทำให้เกิดออแกนิกคอนเทนต์ การสร้างคอนเทนต์สม่ำเสมอ การพูดคุยกับลูกค้า ก็เป็นการสร้างความน่าเชื่อถือที่ดีที่สุดด้วย CR : www.marketingoops.com/digital-life#ศูนย์ส่งเริมอุตสาหกรรมภาคที่3
14 ก.พ. 2562
การจัดกิจกรรมอบรมหลักสูตร “การจัดการระบบควบคุมภายในสำหรับการรับรองกลุ่มข้าวอินทรีย์”(Internal Control System for Organic Rice Grower Group)
การจัดกิจกรรมอบรมหลักสูตร “การจัดการระบบควบคุมภายในสำหรับการรับรองกลุ่มข้าวอินทรีย์”(Internal Control System for Organic Rice Grower Group)
13 กุมภาพันธ์ 2562 นางสาวจันทร์แรม แดงโสภาพ นักวิชาการอุตสาหกรรมปฏิบัติการ และนางสาวชมพูนาถ อ่อนตานนท์ ช่างเย็บสานทอและประดิษฐ์ระดับ ช2 เจ้าหน้าที่ศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมภาคที่ 3 กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม ดำเนินการจัดกิจกรรมอบรมหลักสูตร “การจัดการระบบควบคุมภายในสำหรับการรับรองกลุ่มข้าวอินทรีย์”(Internal Control System for Organic Rice Grower Group) เป็นวันที่ 2 ตามหลักสูตรจำนวน 3 วัน ระหว่างวันที่ 12-14 กุมภาพันธ์ 2562 ภายใต้กิจกรรมพัฒนาการรวมกลุ่ม SMEs และเชื่อมโยงอุตสาหกรรม(Industrial Cluster Development) คลัสเตอร์ข้าวฅนอินทรีย์ ปีที่ 3 ตามแผนยกระดับความรู้การผลิต การรวมกลุ่มและการค้าข้าวฅนอินทรีย์ ณ สุขทวีรีสอร์ท อ.หนองฉาง จ.อุทัยธานี และศึกษาดูงาน ณ อ.ลานสัก จ.อุทัยธานี เพื่อให้เกิดองค์ความรู้ด้านระบบเอกสารควบคุมภายใน และการพัฒนาสมาชิกคลัสเตอร์ข้าวฅนอินทรีย์ให้เป็นผู้ตรวจประเมินตามมาตรฐานสากล โดยมี ว่าที่ร้อยโทชินอิศเรศ ฐิติชาตินันท์ นักวิชาการเกษตร เป็นวิทยากร บรรยายคู่มือ การจัดการระบบควบคุมภายในสำหรับการรับรองกลุ่มข้าวอินทรีย์ (Internal Control System for Organic Rice Grower Group) และเข้าศึกษาแปลงปลูกข้าวอินทรีย์ (มาตรฐาน EU) จำนวน 2 แปลง ในอ.ลานสัก จ.อุทัยธานี ซึ่งได้ศึกษากระบวนการผลิต มาตรการป้องกันการปนเปื้อน ทางดิน ทางน้ำ และทางอากาศ การจัดเก็บวัสดุ และอุปกรณ์การเกษตร ปัจจัยการผลิตเกษตรอินทรีย์ต่างๆ ตามมาตรฐานเกษตรอินทรีย์สากล มีผู้เข้าร่วมทั้งสิ้นจำนวน 36 ท่าน และได้รับเกียรติจากผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในการพัฒนากลุ่มอุตสาหกรรมทั้งภาครัฐและภาคเอกชนและสถาบันต่างๆเข้าร่วมสังเกตุการณ์ คือ สำนักงานสภาเกษตรกรจังหวัดนครสวรรค์ และศูนย์วิจัยและฝึกอบรมบึงบอระเพ็ด มหาวิทยาลัยมหิดลวิทยาเขตนครสวรรค์#คลัสเตอร์ข้าวฅนอินทรีย์
13 ก.พ. 2562
กิจกรรมอบรมหลักสูตร “การจัดการระบบควบคุมภายในสำหรับการรับรองกลุ่มข้าวอินทรีย์”(Internal Control System for Organic Rice Grower Group)
กิจกรรมอบรมหลักสูตร “การจัดการระบบควบคุมภายในสำหรับการรับรองกลุ่มข้าวอินทรีย์”(Internal Control System for Organic Rice Grower Group)
12 กุมภาพันธ์ 2562 นางสาวจันทร์แรม แดงโสภาพ นักวิชาการอุตสาหกรรมปฏิบัติการ และนางสาวชมพูนาถ อ่อนตานนท์ ช่างเย็บสานทอและประดิษฐ์ระดับ ช2 เจ้าหน้าที่ศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมภาคที่ 3 กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม ดำเนินการจัดกิจกรรมอบรมหลักสูตร “การจัดการระบบควบคุมภายในสำหรับการรับรองกลุ่มข้าวอินทรีย์”(Internal Control System for Organic Rice Grower Group) เป็นวันที่ 1 ตามหลักสูตรจำนวน 3 วัน ระหว่างวันที่ 12-14 กุมภาพันธ์ 2562 ภายใต้กิจกรรมพัฒนาการรวมกลุ่ม SMEs และเชื่อมโยงอุตสาหกรรม(Industrial Cluster Development) คลัสเตอร์ข้าวฅนอินทรีย์ ปีที่ 3 ตามแผนยกระดับความรู้การผลิต การรวมกลุ่มและการค้าข้าวฅนอินทรีย์ ณ สุขทวีรีสอร์ท อ.หนองฉาง จ.อุทัยธานี และศึกษาดูงาน ณ หมู่ที่ 3 ต.ประดู่ยืน อ.ลานสัก จ.อุทัยธานี เพื่อให้เกิดองค์ความรู้ด้านระบบเอกสารควบคุมภายใน และการพัฒนาสมาชิกคลัสเตอร์ข้าวฅนอินทรีย์ให้เป็นผู้ตรวจประเมินตามมาตรฐานสากล โดยมี ว่าที่ร้อยโทชินอิศเรศ ฐิติชาตินันท์ นักวิชาการเกษตร เป็นวิทยากร บรรยาย ระบบควบคุมภายใน และกระบวนการพัฒนาระบบควบคุมภายใน (Internal Control System : ICS) พร้อมทั้งเปิดโอกาศให้สมาชิกคลัสเตอร์ข้าวฅนอินทรีย์ที่เข้ารับการอบรมได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ความรู้ด้านต่างๆซึ่งกันและกัน มีผู้เข้าร่วมทั้งสิ้นจำนวน 38 ท่าน และได้รับเกียรติจากผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในการพัฒนากลุ่มอุตสาหกรรมทั้งภาครัฐและภาคเอกชนและสถาบันต่างๆเข้าร่วมสังเกตุการณ์ คือ สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดอุทัยธานี สำนักงานสภาเกษตรกรจังหวัดนครสวรรค์ สภาเกษตรกรจังหวัดพิจิตร และศูนย์วิจัยและฝึกอบรมบึงบอระเพ็ด มหาวิทยาลัยมหิดลวิทยาเขตนครสวรรค์#คลัสเตอร์ข้าวฅนอินทรีย์
12 ก.พ. 2562
อบรมเชิงปฏิบัติการ "การพัฒนาองค์ความรู้ด้านการจัดตั้งธุรกิจ Start Up"จังหวัดกำแพงเพชร
อบรมเชิงปฏิบัติการ "การพัฒนาองค์ความรู้ด้านการจัดตั้งธุรกิจ Start Up"จังหวัดกำแพงเพชร
วันอังคารที่ 12 กุมภาพันธ์ 2562 นางสาวจันทร์ธิมา วรรณลึก และ นางสาวรัตนาวดี มณีกูล เจ้าหน้าที่ศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมภาคที่ 3 จัดฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการ "การพัฒนาองค์ความรู้ด้านการจัดตั้งธุรกิจ Start Up"จังหวัดกำแพงเพชร ระหว่างวันที่ 11-15 กุมภาพันธ์ 2562 ณ โรงแรมชากังราวริเวอร์วิว อ.เมือง จ.กำแพงเพชร กลุ่มเป้าหมายคือผู้ประกอบธุรกิจวิสาหกิจชุมชนหรือบุคคลทั่วไปที่มีความประสงค์ประกอบอาชีพเป็นผู้ประกอบการวิสาหกิจชุมชน จำนวน 14 คน โดยได้รับเกียรติจาก นายทัศน์พล บริบูรณ์อังกูร และนายเกรียงไกร ล้อมชวการ เป็นวิทยากรในการอบรมหัวข้อ การสร้างแบบจำลองธุรกิจ (Business Model) วิเคราะห์สภาวะการแข่งขันของตลาด การกำหนดกลุ่มผลิตภัณฑ์ (Product Line)#ศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมภาคที่3
12 ก.พ. 2562
SME จะเติบโตบน Facebook อย่างไร? ส่อง Insight คนไทยกับ “โซเชียลคอมเมิร์ซ” ขุมทรัพย์ธุรกิจ
SME จะเติบโตบน Facebook อย่างไร? ส่อง Insight คนไทยกับ “โซเชียลคอมเมิร์ซ” ขุมทรัพย์ธุรกิจ
SME จะเติบโตบน Facebook อย่างไร? ส่อง Insight คนไทยกับ “โซเชียลคอมเมิร์ซ” ขุมทรัพย์ธุรกิจ เรารู้กันอยู่แล้วว่า Facebook เป็นโซเชียลมีเดียที่คนไทยใช้งานกันล้นหลาม กว่า 52 ล้านรายต่อเดือน ผ่านช่องทางยอดฮิตอย่างมือถือที่ 51 ล้านคนเลือกใช้อยู่ทุกเดือน ตัวเลขนี้เรียกว่าเป็นสัดส่วนถึง 98% ของผู้ใช้งานทั้งหมดในประเทศไทย และจากตัวเลขที่สะท้อนความนิยมของ Facebook ในกลุ่มคนไทย ยังต่อยอดให้ Facebook กลายเป็นทำเลทองของกลุ่ม SME ด้วย ว่าแต่อะไรที่จะช่วยสนับสนุน SME บนแพลตฟอร์ม Facebook ให้เติบโตได้บนเส้นทางธุรกิจ… เรื่องนี้มีข้อมูลน่าสนใจจากรายงาน “Facebook 2018 Holiday Study” จากการรวบรวมข้อมูลของ Facebook IQ ที่ได้จัดเก็บพฤติกรรมผู้บริโภคอายุ 18 ปีขึ้นไป จำนวน 1,500 ราย ในช่วง 16 ต.ค.-31 ธ.ค. 2017 “SME จำนวนมากกำลังเติบโตบน Facebook ในยุคที่ธุรกิจกำลังเปลี่ยนแปลงสู่ดิจิทัลและสร้างประโยชน์จากการใช้งานเครื่องมือและทรัพยากรต่าง ๆ เพื่อตอบโจทย์ความต้องการทั้งส่วนธุรกิจและผู้บริโภค” คุณชวดี วงศ์พยัต หัวหน้าฝ่ายธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม Facebook ประจำประเทศไทย ขยายภาพทิศทางธุรกิจ SME ไทยในปัจจุบัน และเล่าข้อมูลสำคัญจากรายงานของ Facebook IQ ว่า “มือถือ” สร้างโอกาสทาง “ธุรกิจ”คุณชวดี เล่าว่า 97% ของผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตชาวไทยระบุว่าใช้งานสมาร์ทโฟน และใช้มือถือเฉลี่ย 4.53 ชั่วโมงต่อวัน ใช้โซเชียลมีเดียเฉลี่ย 3 ชั่วโมงต่อวัน ขณะที่ 39% ของผู้ตอบแบบสำรวจดังกล่าวเป็นกลุ่ม Mobile First Shoppers คือ ใช้มือถือเป็นสื่อหลักและสื่อแรกในการตัดสินใจชอปปิ้ง (ซึ่ง 60% ของคนกลุ่มนี้อยู่ในวัยมิลเลเนียล) และอีก 30% ยังคงชื่นชอบการชอปปิ้งจากหน้าร้าน สำหรับช่วงเทศกาลของนักชอปที่ผ่านมา (ช่วงไตรมาสที่ 4 ของทุกปี จะมีการจัดกิจกรรมเทศกาลชอปปิ้งออนไลน์) จำนวน 2 ใน 3 ของนักชอปช่วงเทศกาลระบุว่ามือถือช่วยให้พวกเขาตัดสินใจซื้อเพราะได้รับข้อมูลที่ครบถ้วนชัดเจนขึ้น โดย 55% ระบุว่าพวกเขาใช้มือถือเพื่อการชอปปิ้งในช่วงเทศกาลเพราะสะดวกกว่าการเดินทางไปยังหน้าร้าน และ Facebook กับ Instagram ได้กลายเป็นปัจจัยหนึ่งที่มีผลต่อการตัดสินใจชอปปิ้งในช่วงเทศกาลถึง 91% และ 70% ตามลำดับ “ในไทยมีผู้ใช้งาน Facebook 36 ล้านคนต่อวัน ทั้งตัวเลขผู้ใช้งานและการเติบโตทำให้ประเทศไทยถือเป็นหนึ่งในเอเชียแปซิฟิกที่ Facebook ให้ความสำคัญ ทั้งยังเป็นประเทศต้นแบบด้านโซเชียลคอมเมิร์ซที่ใหญ่ที่สุดในโลก ทำให้นักพัฒนาของเราต้องเดินทางจากต่างประเทศเพื่อมาศึกษาพฤติกรรมคนไทย เพื่อพัฒนาเครื่องมือใหม่ ๆ ออกมารองรับการใช้งานได้อย่างเหมาะสม” โซเชียลคอมเมิร์ซ ทำเลทองหนุน SME สู่ความสำเร็จสถิติที่น่าสนใจซึ่งทำให้ SME ไม่ควรมองข้ามการใช้ช่องทางโซเชียลคอมเมิร์ซเพื่อเข้าถึงลูกค้า ได้แก่ 67% ซื้อสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์ในเดือนที่ผ่านมา, 52% ใช้โซเชียลมีเดียเป็นช่องทางแรกในการค้นหาแบรนด์และผลิตภัณฑ์, 51% ของนักชอปออนไลน์เคยซื้อสินค้าผ่านโซเชียลมีเดียโดยตรง และ 44% ก็เลือกใช้บริการชำระเงินผ่านมือถือในเดือนที่ผ่านมาด้วย เรื่องนี้ทำให้ Facebook เปิดเผยว่า SME ในประเทศไทยราว 4 ใน 5 ราย นิยมเริ่มต้นธุรกิจจาก Facebook ด้วยสาเหตุต่าง ๆ อาทิ 87% ระบุว่า Facebook คือหนึ่งในปัจจัยสร้างความสำเร็จให้ธุรกิจ และ 93% เห็นว่า Facebook ทำให้พวกเขาสามารถดึงดูดลูกค้าใหม่ ๆ ได้สำเร็จ โดย 89% ยอมรับว่าติดต่อกับลูกค้าผ่าน Facebook ซึ่ง 83% เห็นว่า Facebook ช่วยสร้างโอกาสเชิงเศรษฐกิจที่มีความสำคัญต่อชุมชนท้องถิ่น นอกจากนี้ หัวหน้าฝ่ายธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม Facebook ประเทศไทย ยังอธิบายเพิ่มเติมว่า Facebook พัฒนาฟีเจอร์ต่าง ๆ เพื่อสนับสนุนการค้าและประสบการณ์ใช้งานบนมือถืออย่างไร้รอยต่อ อาทิ Shop Section, Messenger Payment, Mask as Paid, Order Management รวมถึงฟีเจอร์ล่าสุดอย่าง Click to Messenger ads ที่จะเข้ามาช่วยสนับสนุนให้ร้านค้ามีช่องทางพูดคุยกับลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพและส่งเสริมการขายได้ในขณะเดียวกัน หรือแม้แต่ฟีเจอร์ Dynamic Ads for Page Shop ที่ทำให้ร้านค้าสามารถแนะนำสินค้าได้ตรงความต้องการลูกค้าแต่ละรายได้ดีขึ้น แตกต่างจากการทำโซเชียลคอมเมิร์ซในอดีตด้วยเทคโนโลยีแบบ Personalize ที่ Facebook นำมาใช้มากขึ้น “เราต้องยอมรับว่าไม่ใช่ SME ทุกรายที่มีเว็บไซต์ของตนเอง ดังนั้น Facebook จึงกลายเป็นเครื่องมือเชื่อมโยงลูกค้าและผู้ประกอบการบนโลกออนไลน์ที่เราพัฒนามาจากพฤติกรรมผู้บริโภคและ SME ไทยจริง ๆ รวมถึงการสนับสนุนให้ SME เข้าถึงลูกค้ากลุ่มใหม่ ๆ ซึ่งใช้อยู่บนมือถือ ขณะเดียวกัน เครื่องมือต่าง ๆ ที่ Facebook แนะนำก็เป็นการสร้างปัจจัย” เครื่องมือเหล่านี้ช่วยให้ SMB สามารถเข้าถึงลูกค้าได้มากขึ้น แต่การสร้าง เอนเกจ ก็เป็นอีกปัจจัยสำคัญเพื่อทำให้เกิดออแกนิกคอนเทนต์ การสร้างคอนเทนต์สม่ำเสมอ การพูดคุยกับลูกค้า ก็เป็นการสร้างความน่าเชื่อถือที่ดีที่สุดด้วย CR : www.marketingoops.com/digital-life#ศูนย์ส่งเริมอุตสาหกรรมภาคที่3
12 ก.พ. 2562